คัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ที่นำพาไปสู่ความสำเร็จทางจิต

คัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ที่นำพาไปสู่ความสำเร็จทางจิตเมื่อมีเหตุปัจจัยถึงพร้อม

คัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ข้อที่ 1 กล่าวไว้ว่า รับรู้… เฝ้าดู… ติดตาม อยู่เฉยๆ โดยการใช้ สติปัฏฐานสี่ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม อีกทั้งการติดตามกระแสพลังงานให้ได้ตลอดและต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นความจริงของธรรมชาติ การที่จะรับรู้ เฝ้าดู ติดตามอยู่เฉยๆให้ได้ตลอดและต่อเนื่องเป็นการยาก เพราะถ้าเรายังไม่เปลี่ยนแปลงคลื่นความถี่ของสมองให้อยู่ในรูปสนามแม่เหล็ก ถ้าเราสามารถรับรู้ถึงคลื่นพลังงานที่เกิดขึ้นกับเราแล้ว ไม่ยากเกินไป การรับรู้จะต้องมีการเปลี่ยนคลื่นสมองให้อยู่ในย่านความถี่สูง มีการจัดระเบียบโมเลกุลให้เรียงไปในทิศทางเดียวกัน เกิดการดูดผลักของพลังงานตลอดเวลา มีความเร็ววงรอบของพลังงานสูง เราใช้สมองส่วนหลังที่แปรสภาพเป็นสนามแม่เหล็ก แล้วในการดูคลื่นพลังงานที่เกิดจากจิตในสำนัก เพียงแต่เฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้น จะเกิดความเร็ววงรอบมากขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ใช้จิตในสำนึกปรุงแต่งต่อ แต่คล้อยตามความรู้สึกถึงคลื่นพลังงานที่มีการสั่นสะเทือนให้เราได้สัมผัสคลื่นนั้นๆ จนกระทั่งมีความเร็วมากขึ้น และขยายชั้นของพลังงานออกไปไกล จนกระทั่งสิ่งที่มากระทบนั้นหายไป แต่จริงๆแล้ว สิ่งที่เราเฝ้าดูไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกขยายชั้นพลังงานออกไปสู่วงรอบนอกสุดที่ไกลโพ้นจนเราไม่สามารถจับคลื่นพลังงานนั้นได้ การฝึกการรับรู้ เฝ้าดู ติดตามอยู่เฉย ให้ได้ตลอดและต่อเนื่องจึงเป็นคัมภีร์ด่านแรกที่ต้องเผชิญและฝึกดูให้เป็น ยิ่งฝึกมากเท่าไหร่ จิตใจก็จะกล้าแกร่ง ไม่เกรงกลัวกับอุปสรรคใด สามารถสู้ได้ทุกสถานการณ์ คนที่ทุกข์ มักจะพลาดข้อที่1นี้ เพราะไม่ได้เฝ้าดู ใช้จิตในสำนึกปรุงแต่งต่อ ทำให้เกิดการยึดในคลื่นนั้นๆ ความเร็ววงรอบก็จะช้าลง มีผลกระทบทั้งกายและจิตใจ จากการที่การขับเคลื่อนของพลังงานช้าลง คนที่เป็นสนามแม่เหล็กหรือคนที่มีอนุภาคจำนวนมากพอ จะทำให้เกิดการรับรู้ เฝ้าดู ติดตาม อยู่เฉยๆ ให้ได้ตลอดและต่อเนื่อง จนกระทั่งเสร็จสิ้นแล้วมันเป็นเช่นนั้นเอง สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงของจิต ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดความโกรธ เศร้า เสียใจ ไม่สมหวังใด จะสามารถผ่านอารมณ์นั้นไปได้โดยเร็ว จากคุณสมบัติของความเป็นสนามแม่เหล็ก ที่มีการขับเคลื่อนพลังงานด้วยความเร็วสูง มีการดูดและผลักพลังงานหรือประจุไฟฟ้าออกไปได้อย่างรวดเร็ว ถ้าผู้ที่ฝึกปฏิบัติในด้านพลังผ่านคัมภีร์ข้อที่ 1 ได้ ข้อต่อไปก็ง่ายต่อการเข้าใจและเข้าถึง….ด้วยการเฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้นภายในเราอยู่ตลอดเวลา รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น เฝ้าดูขณะที่เกิดขึ้น และติดตามสิ่งที่เกิดขึ้นไปให้ถึงที่สุด ห้ามแวะข้างทางโดยการปรุงแต่งต่อ สิ่งที่รับรู้นั้นจะไม่จบสิ้น ควรดูแต่คลื่นพลังงานที่เกิดขึ้นเท่านั้นจนสิ้นสุด

คัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ข้อที่ 2 กล่าวไว้ว่า จงอย่าบังคับข่มขู่ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของกาย การเคลื่อนไหวของใจ การเคลื่อนไหวของจิต จงปล่อยให้อิสระ อย่าเพ่ง อย่าเกร็ง อย่าเคร่งอย่าเครียดไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่งของสมองหรือร่างกายเป็นอันขาด

ทำไมหรือคะ เพราะถ้าเรายังใช้ความคิดอยู่จะทำร้ายกายเราได้ โดยเฉพาะคนที่เก็บกดอารมณ์ ไม่แสดงออก มีความรู้สึกแล้วแต่ไม่คล้อยตาม กับใช้ความคิดว่าสิ่งนั้นไม่ดี สิ่งนั้นไม่ถูกไม่ควร เท่ากับไปปิดกั้นพลังงานที่ลอยขึ้นมา แต่ถูกความคิดหรือสมองคอยสกัดกั้นไว้ จึงทำให้พลังงานนั้นสะท้อนกลับไปยังอวัยวะต่างๆในร่างกาย กลายเป็นโรคร้ายในที่สุด ถ้าเรามีความรู้สึกใดๆ จงยอมรับกับมันและกล้าเผชิญกับสิ่งที่เกิดขึ้น เท่ากับปล่อยไปตามวิถีของธรรมชาติ พลังงานก็จะถูกปลดปล่อยออกมา เกิดการขยายตัวของพลังงาน สารเอนโดรฟินหลั่ง ความสุขก็จะตามมา การคล้อยตามธรรมชาติที่เป็นอยู่ เช่นเมื่อเกิดความรู้สึกรักใคร แล้วเราตอบปฏิเสธ ว่าไม่รัก พลังงานที่ลอยตัวขึ้นมาจากความรักมาที่จักระ4 กำลังขยายแต่เราปฏิเสธ พลังงานจะบิด ทำให้เกิดการอัดแน่นที่ไธมัส อาจมีอาการหดหู่ซึมเศร้าตามมาและลุกลามไปสู่อวัยวะอื่นๆได้ หรือคนที่มีอารมณ์โกรธ อิจฉาริษยา เกลียด ไม่ควรไปเก็บกดอารมณ์นั้น เพียงแต่ยอมรับตนเองว่าเราเป็นคนแบบนี้ และใช้วิธีการของคัมภีร์ข้อที่ 1 คือ รับรู้ เฝ้าดู ติดตาม อยู่เฉยๆ ติดตามพลังงานนั้นไปให้ได้ตลอดและต่อเนื่อง ก็จะเกิดการขับเคลื่อนด้วยความรวดเร็ว จนกระทั่งอารมณ์เหล่านั้นหรือความรู้สึกเหล่านั้น จะหายได้เร็วขึ้น เพราะมันมีความเร็วและเข้าสู่วงรอบพลังงานขยายออกไปไกล จนเราไม่รับรู้ถึงอารมณ์นั้น และเป็นการพัฒนาจิตได้ในอัตราเร่งเมื่อนำสิ่งที่เกิดขึ้นมาเฝ้าดูโดยไม่ใช้ความคิดหรือจิตในสำนึกในการบังคับกาย ใจ จิตให้เป็นไปตามที่ตนคิด อีกอย่างคนที่ฝึกพลัง ต้องคล้อยตามความรู้สึก ถึงจะได้พลังที่แท้จริง และไม่บาดเจ็บ เพราะเมื่อทิศทางพลังเป็นเช่นไร เราต้องคล้อยตามพลังนั้น แต่ถ้าใช้ความคิดว่าพลังน่าจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ได้พลังมากกว่า จะทำให้ขัดกับพลังที่แท้จริงที่เกิดขึ้น การดูดซับพลังงานก็จะได้น้อย การพัฒนาจิตก็ไม่ประสบผลเท่าที่ควร อาจเกิดการบาดเจ็บจากพลังงานที่เข้ามาแบบผิดทิศทาง จึงมีคำกล่าวว่า ”คล้อยตามข้าอยู่… ขัดขืนข้าตาย… เป็นเช่นนั้นจริงๆ” คนที่ฝึกสมาธิพลังต้องตะหนักถึงข้อนี้ เพราะอาจเกิดการบาดเจ็บจากพลังงานที่อุดกั้นจากความคิดนี้เอง เพราะฉะนั้น ความคิดต้องดำเนินเป็นเอกภาพ คือเป็นเป็นหนึ่งเดียวกับความรู้สึก จิตวิญญาณถึงจะพัฒนาและเติบโตได้ดี พลังงานจะขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูง แต่ถ้ามีความคิดแบบทวิภาวะเมื่อไหร่ คือคิดในสองด้านไม่ได้คล้อยตามความรู้สึกที่เป็นจริง พลังงานจะชลอความเร็ว ทำให้เกิดผลต่อจิตใจ ทุกข์ก็หนักและไม่หายเร็ว เพราะการยึดติดในตัวตนที่เป็นทวิภาวะ เกิดผลกับกาย อาจเป็นโรคร้ายได้ในที่สุด
การศึกษาเรื่องจิต เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่มีผลต่อกายเราโดยตรง เราจะพัฒนาจิตได้ในอัตราเร่ง ต้องคล้อยตามความรู้สึกและความคิดที่เป็นเอกภาพ เพียงเท่านั้น ที่เป็นจุดเริ่มต้นชองการละตัวตน โดยการไม่บังคับ พลังงานที่ขับเคลื่อนไปตามวิถีของธรรมชาติที่เป็นอยู่

คัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ข้อที่ 3 กล่าวไว้ว่า จงทำใจให้เป็นกลาง ไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่ยินดี ยินร้าย ตั้งสติดำรงคงอยู่ ณ ปัจจุบัน ไม่ประหวัดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ณ เวลานั้น

สิ่งที่คัมภีร์กล่าวถึงหมายความ ให้เราตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน เพราะอดีตผ่านไปแล้วไม่อาจหวนคืนมาได้ ไม่จมอยู่กับอดีต เพราะอดีตเป็นสัญญาที่มีคลื่นความถี่ระดับหนึ่ง ถ้าเราไปยึดคลื่นความถี่นั้นโดยไม่ปล่อยให้จิตเป็นอิสระ เมื่อนั้นความเร็ววงรอบของพลังงานก็จะช้าลง ความทุกข์ที่มีมาแต่อดีตก็จะอยู่กับเราไปนานแสนนาน และก็ไม่ควรคิดถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งทุกคนไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเราเพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ ไม่มีอะไรแน่นอน แต่ที่แน่นอนคือปัจจุบัน เกิดอะไรขึ้นในขณะนั้น ควรรับรู้คลื่นพลังงานที่มากระทบ จากอายตนะ ทั้ง 6 คือตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ซึ่งก็ต้องผ่านคัมภีร์ข้อที่ 1 ก็คือรับรู้ เฝ้าดู ติดตามอยู่เฉยๆ ให้ได้ตลอดและต่อเนื่อง คลื่นพลังงานขณะที่มากระทบ ณ ปัจจุบัน จะสั่นสะเทือน จนกระทั่งเมื่อมีความเร็ววงรอบสูงจากการรับรู้ เฝ้าดู ติดตามให้ได้ตลอดและต่อเนื่อง จะเกิดการขยายวงรอบของชั้นพลังงานออกไปไกล จึงทำให้เกิดภาวะสมดุลทุกขณะจิตเมื่อเราเฝ้าดู ใจจึงจะเป็นกลาง จากภาวะสมดุลที่ความคิดนั้นเข้าสู่สมดุลแล้ว ความคิดจึงไม่มี เมื่อความคิดไม่มี ความรู้สึกสุข ทุกข์ ยินดี ยินร้ายก็ไม่เกิดขึ้นเพียงดูกระแสพลังงาน ณ ขณะนั้นให้ได้ตลอดและต่อเนื่องอาจเป็นการยากที่เราจะทำใจเป็นกลางได้ แต่ถ้าเรารับรู้ถึงกระแสพลังงานได้เป็นอัตโนมัติ อะไรเกิดขึ้นดูมันไปให้ถึงที่สุด จนจบสิ้น มันเป็นเช่นนั้นเอง เข้าใจธรรมชาติของจิต ที่เป็นความจริงที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เปลี่ยนแปลงได้ตลอด โดยสมบูรณ์…

คัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ข้อที่ 4 กล่าวไว้ว่า …..จงอย่าวิตกกังวลใดๆทั้งสิ้น เกิดหรือไม่เกิดก็แล้วไป เป็นหรือไม่เป็นก็แล้วไป เคลื่อนไหวหรือไม่เคลื่อนไหวก็แล้วไป เห็นหรือไม่เห็นก็แล้วไป บอกหรือไม่บอกก็แล้วไป หายหรือไม่หายก็แล้วไป สำเร็จหรือไม่สำเร็จก็แล้วไป …..
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าเรายังกังวลในสิ่งต่างๆ แสดงว่าเรายังยึดติดกับสัญญานั้นหรือคลื่นพลังงานที่ความถี่คงที่อยู่อย่างนั้น จิตไม่อิสระ ความเร็ววงรอบของพลังงานช้าลง แต่พลังงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่ออวัยวะภายในร่างกาย อาจปวดศรีษะ ปวดร้าว คอ บ่า ไหล่ ปวดหลัง หดหู่ซึมเศร้า และอื่นๆตามมาโดยเราไม่ทราบสาเหตุจากความวิตกกังวล ต้องปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามวิถีของธรรมชาติ เราไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปตามที่เราต้องการได้ จงยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้น และกล้าที่จะเผชิญกับสิ่งนั้น เมื่อเราสามารถยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น จิตของเรา หรือพลังงานจะขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูง ไม่ติดในสิ่งที่เรากังวลต่างๆ โดย ใช้คัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ข้อที่ 1 รับรู้ เฝ้าดู ติดตามสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ตลอดและต่อเนื่อง เมื่อนั้นความที่เราวิตกกังวลจะทำให้ เราได้ใช้วิกฤติให้เป็นโอกาสในการเฝ้าดูจิต ได้เผชิญกับสิ่งที่เราวิตกกังวล สามารถเข้าไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นภายในได้ชัดเจน แล้วดูมันถึงที่สุด เมื่อนั้นทุกอย่างไม่มีอะไรน่าวิตกกังวลอีกต่อไป เมื่อเราฝึกถึงระดับ เราสามารถรู้ว่าคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ข้อไหนที่เรายังไม่ผ่าน แต่เมื่อฝึกไปนานแล้วความเป็นสนามแม่เหล็กมากแล้ว ความเร็ววงรอบสูง ความวิตกกังวลอาจมีแค่ชั่ววูบแล้วจะหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเราระลึกถึงคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ข้อที่4 มันเป็นเรื่องจริงที่เราต้องเผชิญกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ตาม การอยู่รอดในสังคมก็สามารถอยู่ได้ทุกสถานการณ์…..ไม่หวั่นไหวใดๆ มีความมั่นคงทางจิตใจ สาธุ สาธุ มันเป็นความจริงของธรรมชาติโดยแท้…

คัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ข้อที่ 5 กล่าวไว้ว่า จงทำจิตใจให้สบาย ปลอดจากจิต ปลอดจากความคิด ปลอดจากใจ ปลอดจากการปรุงแต่ง ปลอดจากกาย ปลอดจากตัวกูของกู เพราะตัวกูต้องดำเนินสู่ความว่างเปล่า หาสาระแก่นสารไม่มี เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นทุกสถานการณ์ สิ่งต่างๆ ที่เป็นสิ่งสมมุติ ไม่สามารถคงทนอยู่ได้ เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เพียงเราไม่คิดปรุงแต่งเพิ่มเติม แต่รับรู้ถึงเรื่องพลังงานการสั่นสะเทือนของคลื่นพลังงานที่เป็นจริง ก็ยังคงต้องใช้คัมภีร์ข้อที่ 1 เป็นการยืนพื้น เพียงรับรู้ เฝ้าดู ติดตาม อยู่เฉยๆ จนกระทั่งเกิดความเร็ววงรอบสูง ขยายชั้นของพลังงานออกไป เมื่อนั้นจิตก็อิสระ ขยายชั้นพลังงานออกไปไกล จนกระทั่งเกิดภาวะสมดุลทางจิตใจ เมื่อนั้นจะปราศจากความคิด ปราศจากเครื่องผูกรัดจิตให้เศร้าหมอง ถ้าเรานำจิตไปสัมทับสิ่งที่เกิดขึ้นในลักษณะของคลื่นพลังงาน ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น โดยปราศจากการปรุงแต่ง คล้อยตามพลังงานที่เกิดขึ้น จนกระทั่งเห็นการขยาย สลาย ดับไป เข้าใจกลไกของจิตที่เกิดขึ้น จนมีความชำนาญในการดู การละจากความเป็นตัวตนก็จะทำได้ง่ายขึ้น เมื่อรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในรูปพลังงานหรือเส้นสาย ตามความเป็นจริง…ทุกอย่างอยู่ที่การฝึกปฏิบัติให้เป็นสนามแม่เหล็ก มีการดูดผลักของพลังงานเป็นอัตโนมัติ เมื่อมีอนุภาคเป็นจำนวนมากแล้ว ความเร็ววงรอบจะสูงมาก ทำให้เกิดความเบิกบานใจได้ทุกขณะจิต เมื่อเหตุการณ์ที่ทุกข์แสนทุกข์ ผิดหวังไม่ได้ดังใจ จงอ่านข้อนี้จำไว้ให้ขึ้นใจ ถ้าเรายังมีความเร็ววงรอบไม่ถึง เราจะไม่คิดถึงข้อนี้เลย แสดงว่า ข้อนี้ท่านยังไม่ผ่าน…การละจากอัตตา ตัวตน นี้ จะว่ายากก็ยาก แต่จะว่าง่ายก็ง่าย เพียงรับรู้กระแสพลังงานเมื่อมีสิ่งมากระทบ แล้วเผชิญและดูให้ได้ตลอด จะเกิดกลไกลอัตโนมัติให้เราเห็นความจริงของธรรมชาติได้อย่างแท้จริง และเป็นอย่างนี้ตลอดไป นี่แหละคือความจริงที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนแปลง…ทนอยู่ได้ยาก และไม่ใช่ของเรา และไม่สามารถดำรงคงอยู่ได้ตลอดกาล จนกระทั่งสรรพสิ่งทั้งปวงนั้น ดับสลายกายเป็นอากาศธาตุ หาสาระแก่นสารไม่มี… บุคคลใดที่เข้าใจธรรมชาตินี้ ไม่ติดอยู่ในรูปลักษณ์สัญญา เห็นแต่เส้นสาย ผู้นั้นพ้นอบายภูมิ..

คัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ข้อที่ 6 กล่าวไว้ว่า… จงปล่อยวางเรื่องราวทั้งปวง จงละจากอุปทานทั้งปวง สรรพสิ่งทั้งปวงไม่สามารถยึดมั่นถือมั่นได้เลย…. จะเห็นได้ว่าการปล่อยวาง จะทำให้จิตเป็นอิสระ การที่เราไม่ปล่อยวางเท่ากับยังยึดติดคลื่นความถี่ที่มีความถี่เฉพาะ เมื่อเรายังยึดอยู่เท่ากับเราเกาะติดความเร็ววงรอบของสัญญาที่มีคลื่นความถี่นั้นๆ เหมือนการเดินทางของจิต จะเกิดการสะดุด ไม่ขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูง และขยายออกเป็นจักรวาลได้ ทำอย่างไรนะหรือ ก็ต้องใช้คัมภีร์อันศักดิ์สิทธ์ข้อที่ 1 ฝึกให้ชำนาญ ฝึกให้เป็นวสีในการ รับรู้ เฝ้าดู ติดตาม อยู่เฉยๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ตลอดและต่อเนื่อง โดยเมื่อสิ่งที่มากระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ เราจะไม่ปรุงแต่ง หรือใช้จิตในสำนึกในการปรุงแต่งขึ้น แต่เราจะใช้สมองส่วนหลังหรือจิตใต้สำนึก ที่พัฒนาคลื่นความถี่จนกลายเป็นสนามแม่เหล็ก สามารถขับเคลื่อนเป็นอัตโนมัติ ในการดูคลื่นพลังงาน การที่เราจะเห็นเป็นตัวเป็นตนก็ไม่มี อาจพลั้งเผลอ มีความรู้สึกช่วงแรก แต่ถ้าเราสามารถเข้าไปดูทุกขณะจิต จะทำให้เห็นสิ่งต่างๆที่เป็นธรรมชาติ คือมีการเปลี่ยนแปลงทุกครั้งไป ไม่มีสิ่งไหนที่คงทนถาวร ซึ่งมันคือความจริงของธรรมชาติโดยแท้ และเราสามารถก้าวล่วงอุปทานทั้งปวงได้ เมื่อเราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง โดยไม่ได้ใช้ความคิด เพียงดูความรู้สึกที่เกิดขึ้น แค่นี้เท่ากับเราได้ทำวิปัสสนากรรมฐานได้อยู่ตลอดวัน เมื่อเราเฝ้าดูในทุกขณะจิต ที่มีอะไรเกิดขึ้น เรื่องของจิต เป็นเรื่องที่มหัศจรรย์ ใครเข้าใจจิต เท่ากับคนนั้นเข้าถึงธรรม…สาธุ สาธุ จ้า จะเป็นการยากในการรับรู้เฝ้าดู ถ้าเราไม่สามารถสัมผัส จิตในรูปคลื่นพลังงานได้ แต่ถ้าเราฝึกฝนแล้วเราสามารถเกิดสติได้ทุกขณะจิต เพราะพลังงงานภายในกายนี้จะขับเคลื่อนอยู่ตลอดเวลาให้เราได้รับรู้รู้สึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาโดยไม่ได้ใช้ความคิด…

ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s