ช่องทางการรับรู้และรู้สึก โดยผ่านกลไกของคลื่นความถี่สมองที่มี 5 ระดับ

รูปภาพ

ช่องทางการรับรู้และรู้สึกของจิตโดยผ่านกลไกทางสมองมีอยู่ 5 ระดับด้วยกันคือ
1.ช่วงความถี่เบต้า(Beta) 13 – 50 Hz เป็นช่วงความถี่ทั่วๆไปในขณะที่ลืมตา ทั้งหมดทั้งมวลความถี่สมองจะเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อมีการตื่นตัวทางความคิด อาจถึงระดับ 60 Hz.ที่เรียกว่า Awaken Thinking ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาจิตที่นำพาไปสู่ความสำเร็จมรรคผล ถ้านำจิตหรือความคิดมาสำทับ ด้วยการรับรู้ เฝ้าดู ติดตาม ดูธรรมชาติของจิตที่เกิดในขณะนั้นอยู่อย่างเฉยๆ จนกระทั่ง ขยาย สลาย สงบ และดับไป เห็นมันอยู่บ่อยๆ ว่า “เป็นเช่นนั้นเอง” จนกระทั่งจิตนั้นเสถียร ไม่แปรเปลี่ยน การเกิดและดับ อันเป็นที่สุดของจิตในระดับปรมัตถ์ จึงเป็นการทำสมาธิที่เรียกว่า สมาธิตื่นรู้ (Awaken Thinking Meditation)
2. ช่วงความถี่อัลฟ่า (Alpha) 7-13 Hz เป็นช่วงคลื่นสมองที่ลดระดับลูปความถี่ลงในขณะที่หลับตาช่วงแรกๆ 5 -10 นาที เป็นช่วงที่สงบ สบาย เยือกเย็น และเป็นสุขรวมถึงผ่อนคลาย ถ้าไม่มีความวิตกกังวลทางความคิด การหลั่งสาร โดพามีน และเอ็นโดฟิน ก็จะเกิดขึ้นในขณะที่นำจิตไปสำทับ หรือรับรู้ เฝ้าดู ติดตาม การทำงานของจิตหรือความคิดให้ได้ตลอดและต่อเนื่อง ในขณะที่หลับตาทำสมาธิ อย่าบังคับจิตหรือความคิดเป็นอันขาด ในขณะที่หลับตาในช่วงแรกๆ อย่าพยายามทำสมาธิเป็นอันขาด ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นหรือรับรู้อะไร ก็อย่าบังคับให้มันหายไป เพียงแต่ให้รับรู้ เฝ้าดู ติดตาม ในสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่อย่างเฉยๆ จนกระทั่งเกิดความรู้สึกอยากทำสมาธิ แล้วจึงทำสมาธิ สมาธิก็จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ด้วยการนำพาจิตเข้าสู่ภวังคจิตได้อย่างง่ายดาย ข้อแนะนำเบื้องต้นของการทำสมาธิในช่วงหลับตาแรกๆ ควรหลับตาและเขย่าตัวเบาๆไปเรื่อยๆและนับ 1 – 100 ให้ครบสามครั้ง แล้วดูความรู้สึกรอบๆ กาย ว่ารู้สึกอย่างไร แล้วจึงเข้าสมาธิโดยดูลมหายใจเข้าและออกอย่างเป็นธรรมชาติ อย่าหายใจแทนมันเป็นอันขาด แค่นี้การทำสมาธิก็จะบังเกิดผลสำเร็จได้อย่างง่ายดาย
3. ช่วงความถี่ธีต้า (Theta) 3 – 7 Hz เป็นช่วงความถี่สมองที่ครึ่งหลับครึ่งตื่น เป็นช่วงแห่งความฝัน อันเนื่องมาจากการจดจำหมายรู้ สร้างภาพจากระบบประสาทส่วนกลาง เป็นเรื่องของอารมณ์ที่ถูกปลดปล่อยอย่างอิสระไร้การควบคุม อาจมีความคิดและการรับรู้จากภายนอกเข้าร่วมแห่งความฝันนั้นด้วย คนที่เห็นนิมิตต่างๆของทุกคน รวมถึงคนที่ฝึกจิตแล้วเห็น เช่นคนเปิดตาที่สาม คือ คนที่อยู่ในช่วงความถี่ธีต้าไดง่ายนั่นเอง การอยู่ในช่วงความถี่นี้บ่อยๆ จะทำให้เกิดการหลั่งสาร เคตามีน เป็นสารสร้างภาพของการมองเห็น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิวัฒนาการของการฝึกจิตของๆคนนั้น คนที่มีพรสวรรค์แล้วเห็น จะมีการหลั่งสารเคตามีนได้ง่ายกว่าคนปกติโดยทั่วไป แต่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพกายและจิต นำพาไปสู่ความเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าคนโดยทั่วไป อันผลมาจกการทำงานของสเตอรอยด์ (Steroid) และการหลั่งสารคอร์ติโซน(Cortisone)และมีอารมณ์ของพื้นฐานเข้าร่วม จึงทำให้อารมณ์และจิตใจแปรเปลี่ยนได้ง่ายกว่าคนทั่วไป จึงเห็นว่าคนที่มีอะไรพิเศษจะมีสุขภาพไม่ค่อยดี การแก้ไขอยู่ที่องค์ความรู้และความเข้าใจในหลัก 5 Science ซึ่งมีกลไกของจิตปรับความสมดุลอยู่แล้ว จึงสามารถพัฒนา กาย จิต วิญญาณ ไปพร้อมกับการเพิ่มขึ้นของพลังงาน ที่ไม่ได้รับผลอันตรายจากวิวัฒนาการแห่งจิต
4. ช่วงความถี่เดลต้า (Delta) 1 – 3 Hz เป็นช่วงความถี่สมองที่ตัดการรับรู้และรู้สึก เป็นช่วงความถี่ที่มีประจุไฟฟ้าและการสั่นสะเทือนน้อยมาก และยังเป็นช่วงที่ปราศจากความคิด และเป็นช่วงที่หลับสนิทและไม่มีความฝัน ถ้าเกิดจากการนอนหลับจะอยู่ในช่วงนี้ไม่เกิน 15 – 20 นาที ถ้าอยู่ในช่วงสมาธิ ที่เรียกว่าอัปปนาสมาธิ ได้นานเท่าไร ขึ้นอยู่กับวิวัฒนาการแห่งจิตที่ได้รับการฝึกฝนมา อาจถึง 10,000 ปี ถ้าขบวนการเมตาบอลิซึ่มนั้นเป็นศูนย์ และขบวนการหายใจหยุดนิ่ง ช่วงความถี่ของสมองช่วงนี้ จะเป็นช่วงของคลื่นความถี่ที่บำบัดรักษาและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย รวมถึงการพัฒนาในวิวัฒนาการแห่งจิตที่ก่อเกิดอำนาจแห่งฌาน อันเป็นผลมาจากการกระทำให้จิตใจสงบนิ่งอย่างล้ำลึก ส่งผลการรวมสนามพลังสนามแม่เหล็กในแนวแกนกลางของกระดูกสันหลังของแต่ละบุคคลที่ได้รับการฝึกฝนทางจิตมาอย่างดี ถ้าเข้าสมาธิในช่วงนี้ได้บ่อยๆจนเป็นวสีแห่งจิต จะทำให้เกิดฤทธิ์ของอำนาจฌานจะกระทำได้ดั่งใจปรารถนา แต่ในทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยถึงพร้อมเป็นองค์ประกอบด้วย
5.ช่วงความถี่คอสมิก Cosmic 1/2 – 1 Hz เป็นช่วงความถี่ที่เป็นสนามแม่เหล็กอย่างยิ่งยวด มนุษย์น้อยคนนักที่จะมาถึงจุดนี้ได้ ถือเป็นฌานขั้นสูงสุด เกิดจากเหตุปัจจัยถึงพร้อม และจิตที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง ด้วยความรู้และความเข้าใจในวิถีแห่งธรรมชาติ โดยปราศจากเครื่องผูกรัดแห่งจิตอย่างสิ้นเชิง ผลจาการเข้าฌานขั้นนี้จะยังผลการเห็นการเกิดดับเป็นไปอย่างอัตโนมัติ เห็นจากความรู้สึกว่า มันเกิดขึ้น ทรงอยู่ และดับไป แบบไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆทั้งสิ้น มันเป็นอยู่อย่างนี้ ดำเนินอยู่อย่างนี้ และดับไปของมันเอง เป็นเช่นนั้นเอง หาผู้ใดกำหนดมิได้แม้กระทั่งจิต มันรู้จากความรู้สึกของมันเองว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเช่นนั้นเอง” จากใจของมันเอง เห็นจนกระทั่งปราศจากการยึดเหนี่ยวอย่างสิ้นเชิง ด้วยการ ขยาย สลาย สงบ ไม่กลับมาแล้ว เสร็จสิ้นแล้ว ดับแล้ว สนิทและเที่ยงแท้แล้วอย่างสิ้นเชิง ส่งผลของความรู้สึก ตื่น รู้ และเบิกบาน ของมันเองปราศจากการปรุงแต่งอย่างสิ้นเชิง เรียกฌานขั้นนี้ว่า นิโรจน์ฌานสมาบัติ เป็นการผ่องถ่ายองค์ความรู้ที่มีอยู่ในจักรวาลแบบเป็นหนึ่งเดียวกันในความรู้สึกของการดับทุกข์ ที่สรรพสิ่งทั้งปวงนั้นดำเนินอยู่และดับไปเป็นเช่นนั้นเอง เป็นธรรมชาติของมันเองหาผู้ใดมากะเกณฑ์ไม่

รูปภาพ

ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s