ศาสตร์พุทโตชินโต

ศาสตร์พุทโตชินโต

สมาธิเคลื่อนไหว ศาสตร์พุทโต ชินโต เป็นสถาบันการฝึกจิตทางด้านจิตวิญญาณ และเป็นสถาบันการศึกษาทางจิตวิญญาณในรูปของวิทยาศาสตร์ เป็นการค้นคว้าจิตในรูปของรูปธรรมที่สามารถรับรู้และรู้สึกได้ สัมผัสพลังงานในรูปของวงจรและเส้นสาย เป็นการศึกษาค้นคว้ารากเหง้าทางด้านจิตวิญญาณของศาสตร์ทุกแขนง เช่น โยคะ จักระ กุณฑาลินี ตันตระ ไทเก๊ก และการบำบัดแบบแพทย์ทางเลือกโดยอาศัยวาระจิต และจิตวิญญาณ เป็นต้น รวมทั้งการพัฒนาพลัง สมาธิ และจิตวิญญาณ

สมาธิเคลื่อนไหว

การใช้พลังจิต (ในรูปของกระแสไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก) ในการผลักดันและขับเคลื่อน

  • กาย
  • จิต
  • จิตวิญญาณ

ให้เคลื่อนไหวตามวาระจิตและจิตวิญญาณ โดยมีสภาพการรับรู้และรู้สึกของพลังงานเป็นตัวกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวให้คล้อยตามหรือติดตามอย่างต่อเนื่อง

  • โดยการปรับสมดุลของสุขภาพกาย จิต และจิตวิญญาณให้เป็นหนึ่งเดียวกัน
  • ด้วยการเฝ้าสังเกต ค้นหา และเรียนรู้ให้เข้าใจและเข้าถึงธรรมชาติอันแท้จริง

ความหมายของศาสตร์พุทโต ชินโต

พุทโต หมายถึง ความรู้ที่ว่าด้วยความเป็นเหตุ เป็นผล ตามแนวทางของธรรมชาติของจิต โดยใช้บรรทัดฐานของหลักวิชาวิทยาศาสตร์ คือ

  • ฟิสิกส์ เช่นการเคลื่อนไหวประจุ สนามแม่เหล็ก กระแสไฟฟ้า ฯลฯ
  • เคมี เช่น สารและสสาร ธาตุพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต
  • ชีววิทยาเช่นสรีรวิทยาระบบประสาทเลือดกล้ามเนื้อฮอร์โมนและอวัยวะภายในฯลฯ
  • จิตวิทยา เช่น แรงขับของซิกมันฟอยด์ ฯลฯ

ชินโต หมายถึง ความรู้ที่ว่าด้วยเรื่องความเชื่อ และศรัทธาของอำนาจจิต โดยอาศัยหลักปรัชญา แนวทางศาสนา ประสบการณ์ที่เหนือสามัญ ฯลฯ

สรุป ศาสตร์พุทโต ชินโต คือ ศาสตร์ที่ว่าเรื่องเหตุและผล ความเชื่อและศรัทธาของจิตตามจริต และความชอบให้ตรงกับธรรมชาติ ในแต่ละบุคคล

ความหมายของคำที่ควรรู้

จิต คือ ความคิด.., คิด.., นึกคิด.., การคิด.. ส่งไปที่…, ตั้งอยู่ที่…

สติ คือ ความรู้สึก, ระลึกได้, รู้ตัวอยู่ทั่วพร้อม, ยับยั้งการกระทำ, รักษาอารมณ์ เท่ากับการรับเข้ามา, การสะท้อนกลับของกระแสเข้าสู่ระบบประสาท

สมาธิ คือ การมุ่งมั่นที่จะประคองความรู้สึกหรือสติให้อยู่ได้ตลอดและต่อเนื่อง

สัญญา คือ การจดจำหมายรู้, ลักษณะท่าทางอันเนื่องมาจากการจดจำและสะสม ส่งผลให้เกิดอารมณ์ของความรู้สึก (การสั่นสะเทือนหรือคลื่น, ความถี่)

รหัส คือ ช่วงจังหวะ หนักเบา เร็วช้า มืดสว่าง ดังค่อย ฯลฯ ของการเคลื่อนไหวกาย จิต และจิตวิญญาณ

รหัสสัญญา คือ ช่วงจังหวะการสั่นสะเทือนหรือความถี่ของประจุ หรือขับเคลื่อนของหน่วยความจำ ให้อยู่ในรูปของการสั่นสะเทือนของประจุที่ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก

ถอดรหัสสัญญา คือ การเคลื่อนไหวของกาย จิตและจิตวิญญาณด้วยจังหวะเร็วช้า แห่งความเป็นจริง ของพลังงาน ด้วยการคล้อยตามวิถีแห่งแรง หรือพลังงานที่ขับดัน จนกระทั่งเข้าสู่สมดุลของธรรมชาติอันแท้จริง ด้วยสงบนิ่งด้วยจิตใจที่ว่างเปล่าไร้การยึดติดในสิ่งทั้งปวง

ขั้นตอนการสร้างสภาพการรับรู้และรู้สึกของพลังงาน

  1. เปลี่ยนคลื่นความถี่ในสมอง
  2. การเพิ่มอัตราปริมาณประจุ
  3. การทำให้ประจุภายในร่างกายมีการเคลื่อนตัว
  4. มีความรู้ของศาสตร์ในการทำ AC

การสั่งจิตเปิดกลไกพลังงาน

  1. พูดให้ติดตามอย่างต่อเนื่อง
  2. พูดหรือแสดงให้เกิดความรู้สึกของพลังงาน
  3. ใช้คำพูดตอกย้ำเกินกว่าสามครั้ง
  4. พูดให้เป็นธรรมชาติ สร้างความคล้อยตามด้วยเทคนิคทางจิตวิทยา

ประโยชน์สูงสุดของการทำสมาธิเคลื่อนไหว

  1. ดูแลสุขภาพกาย จิต และจิตวิญญาณให้กล้าแกร่ง
  2. บำบัดและดูแลสุขภาพตนเองและผู้อื่น
  3. ทำให้มีสมาธิและเกิดสมาธิได้เองได้ตลอดเวลา
  4. มีวิวัฒนาการของการยกระดับฌานได้อย่างรวดเร็ว
  5. เรียนรู้และสัมผัสจิตได้อย่างเป็นรูปธรรม
  6. ทำให้เกิดความเรียนรู้ถึงแก่นศาสตร์โบราณได้ทุกแขนง
  7. ทำให้เกิดการรับรู้และความเข้าใจในเรื่องพลังงานในแต่ละย่านความถี่
  8. ทำให้เข้าใจธรรมชาติของความเป็นจริงได้อย่างลึกซึ้ง
  9. ทำให้สัมผัสและเข้าใจเส้นสายพลังงานภายในและภายนอกร่างกาย (วงจรพลังงาน) กับวัตถุธาตุที่มีผลต่อการยกระดับพลังจิตอัตราเร่ง

มีอะไรบ้างในสมาธิเคลื่อนไหวศาสตร์พุทโตชินโต

  1. มีการฝึก ดูแลและสร้างเสริมสุขภาพกาย จิต และจิตวิญญาณให้กล้าแกร่ง
  2. มีการฝึก ดูแล และบำบัดสุขภาพด้วยตนเองและผู้อื่นด้วยสมาธิเคลื่อนไหว
  3. มีการทำสมาธิที่เป็นวงจร และเกิดขึ้นเอง มีการไหลเวียนของกระแสพลังงานให้เกิดสติอยู่ตลอดเวลา
  4. มีศาสตร์โบราณทางจิตทุกแขนงที่สามารถสัมผัสพลังงานในลักษณะรูปธรรม เช่น จักระ, โยคะ, ลมปราณ, ชี่กง, ตันตระ, มุทรา, กดจุด, สกัดจุดน้ำมัน, นวดต่างๆ ฯลฯ ทุกอย่างอยู่ในรูปของกระแสพลังงาน การไหลเวียนทั้งภายในและภายนอกร่างกายอยู่ตลอดเวลา
  5. มีการฝึก การสวดมนต์ และร้องเพลงเพื่อฝึกจิตในการพัฒนาพลังงาน
  6. มีการฝึกจัดระเบียบโมเลกุลของร่างกาย ภายในเส้นเลือดในการยกระดับจิต พัฒนาพลังงาน
  7. มีการฝึกส่ง สัมผัสจิต พลังงานที่อยู่ในรูปวงจรกระแสพลังงาน
  8. มีการฝึก ปรับกระแสพลังงาน สร้างความสมดุล พัฒนาจิตในอัตราเร่ง
  9. มีการฝึกดูดวงชะตาชีวิต เปิดจุดพลังด้วยไพ่ยิปซีสมาธิเคลื่อนไหว

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการฝึกพลังจิต

  1. พลัง คืออะไร
  2. พลังมาจากไหน
  3. พลังเข้าสู่ร่างกายหรือมีอยู่ในร่างกายได้อย่างไร
  4. พลังมีอยู่ที่ใดในร่างกาย
  5. พลังอยู่ในรูปอะไร
  6. พลังงานถูกใช้ได้อย่างไร
  7. พลังงานใช้ทำอะไรได้บ้าง

รูปแบบการดูและการบำบัดสุขภาพให้ผู้อื่น

  • การทุบ กล้ามเนื้อและเริ่มที่แผ่นหลัง
  • กด จุด Effect เริ่มที่ฝ่ามือซ้าย
  • นวด นวดตามวาระจิตหรือจุด effect
  • ตี ตีด้วยหลังมือ ขึ้นและลงตามวาระจิตผ่านส่วนต่างๆ เริ่มแขนซ้ายก่อน
  • กรีด กรีดตั้งแต่ด้านบนลงล่างจากหัว ออกปลายมือและเท้า
  • วน วนด้วยหลังมือ ดึงประจุออกมา เข้าที่ข้อกระดูก
  • จับ จับตามจักระ ที่เป็นทางเข้าออกของพลังงานซึ่งเป็นสาเหตุแห่งโรค
  • ดึง ดึงปลายนิ้วมือและนิ้วเท้า หรือจุด effect
  • ลูบ ลูบและเกร็งฝ่ามือในลักษณะลงจากหัวจรดเท้า
  • การถ่ายเทพลังเข้าและออก ด้วยการคว่ำและหงายฝ่ามือ
  • ทำการเคลื่อนไหวตามวาระจิต ด้วยการดึงพลังเข้า แล้วหมุนที่ช่องท้อง และผลักดันกลับเข้าที่เดิม ทำการเคลื่อนไหว จนกระทั่งลงสมดุลด้วยความสงบนิ่ง

รูปแบบการดูแลและการบัดบัดสุขภาพตนเอง

การใช้การเคลื่อนไหวตามวาระจิตที่อิสระจนกระทั่งสมดุล มีหลายรูปแบบดังนี้

 

  • การทุบตนเองด้วยกำปั้นมือขวา โดยเริ่มที่หน้าอกและปล่อยให้อิสระ
  • การตีตนเอง ด้วยฝ่ามือขวา โดยเริ่มต้นที่ฝ่ามือซ้าย และปล่อยให้อิสระ
  • การลูบ โดยใช้ฝ่ามือขวาวางที่ฝ่ามือซ้าย และลูบไหลผ่านวงแขนซ้าย
  • การลากเส้นเมอริเดียน โดยการกรีดนิ้วมือขวาแล้วลากตามตัว
  • การกรีดด้วยนิ้วกระบี่มือขวา
  • การจัดออร่าที่ศีรษะ
  • การใช้ลมปราณผ่านฝ่ามือท่ายืน
  • การใช้กระบี่แทงบีทขึ้นลงอย่างอิสระ

การเปิดท่อพลังงาน โดยผ่านพื้นฐานแนวแกนสันหลังขึ้นทะลุจักรมงกุฏ

  • ท่ายืน
  • ท่านั่งเก้าอี้
  • ท่านั่งขัดสมาธิและนวดข้อศอกเปิดท่อ
  • ท่ายืนก้มบิดกายและเปิดท่อ

การสั่งจิตในการบำบัดให้มีการเคลื่อนไหวอิสระตามวาระจิตที่สั่ง

การออกกำลังกาย

  • การต่อยอากาศ 7 ดาวเหนือ
  • การแกว่งแขนและเหวี่ยงฝ่ามือ
  • การก้มตัวเป็นช่วงๆ
  • การยืนย่อตัวและเปิดจักระ
  • การยืนขาเดียวและเต้นย่อขา

การดื่มน้ำ

การรับประทานอาหาร

รูปแบบการดูแลและบำบัดสุขภาพด้วยศาสตร์โบราณ

  1. การใช้การนวดที่ผสมผสานกับพลังงาน
  2. การเล่นโยคะกระแส
  3. การสกัดจุดด้วยน้ำมันแทนการฝังเข็ม

การเช็คพลัง

  1. ใช้ปลายนิ้วชี้และหัวแม่มือซ้ายห่างกันน้อยกว่า 1 เซนติเมตร
  2. ใช้หัวแม่มือซ้ายหรือขวาก็ได้ จี้ไปที่ข้อกระดูกนิ้วมือ เกือบชิดผิวหนัง
  3. ใช้ฝ่ามือขวา และเหยียดแขนให้ตรงชี้ไปทางปลั๊กไฟและหมุนวน
  4. ใช้ฝ่ามือลูบผ่านโลหะแล้วหยุดนิ่ง
  5. ใช้นิ้วชี้มือขวากรีดตั้งแต่ศีรษะออกปลายนิ้วมือหรือเท้าเป็นช่วงๆ
  6. ใช้เท้าเหยียบลายเส้น ส่ายศีรษะ หยุดนิ่ง หยุดลมหายใจ
  7. ใช้สายตามองสายไฟ จากซ้ายไปขวา หรือจากขวาไปซ้ายก็ได้ แล้วหยุดลมหายใจ และยุบท้อง
  8. การตั้งฝ่ามือในระดับหน้าอก เข้าและออกอย่างช้าๆ
  9. จากข้อ 1 ใช้นิ้วชี้มือขวาชี้หมุนวนผ่านวงกลมมือซ้าย
  10. ใช้มือขวาโรยผงประจุจากปลั๊กไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ผ่านนิ้วชี้มือซ้าย
  11. ดึงเส้นพลังออกจากปลายนิ้วมือ อย่างช้าๆ
  12. ใช้หลังมือซ้าย นิ้วชี้ลงล่าง ลากจากล่างขึ้นบนโดยผ่านร่างกาย
  13. ใช้นิ้วทำกระบี่มือขวาผ่านเส้นเลือดหรือวนที่จักระ
  14. การมองนิ้วมือที่เลื่อนขึ้น และสังเกตร่างกายในขณะที่มอง

การเตรียมการฝึกหรือเตรียมพลัง

  1. การโช้คลมหายใจเข้าออก
  2. กางแขน กรีดจากซ้ายไปขวา
  3. การช้อนบีทและแทงบีท
  4. การคว่ำและหงายฝ่ามือ
  5. การดึงเส้นแรงผ่านปลายนิ้ว จากช้าไปหาเร็ว สลับกันไป
  6. การหมุนหลังมือ เป็นวงกลมเล็กและใหญ่สลับกัน และเหวี่ยงแขนออก ช้อนบีท
  7. การส่ายศีรษะและยุบท้อง สังเกตฝ่ามือฝ่าเท้าผ่านเส้นเลือด
  8. การเคาะผ่านวงขา และยกระดับการหมุนวน
  9. การใช้ฝ่ามือใบจักระ และอัดพลังผ่านเลือดที่ขาอ่อนซ้ายด้านใน
  10. การอมลูกอม ควบคุมพลังในลักษณะบีบ ดึง ดัน กดให้ตั้งอยู่ตามตำแหน่งที่ต้องการ
  11. ฝึกการหยุดหรือกลั้นลมหายใจ ให้เกิดพลังงาน

การฝึกสมาธิเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐาน

  • การตั้งฝ่ามือในระดับหน้าอก ห่างกันประมาณ 8 นิ้วฟุต
  • ตั้งจิต ความคิด และความรู้สึกอยู่ที่ฝ่ามือทั้งสอง
  • เลื่อนฝ่ามือเข้าออกอย่างช้าๆ
  • เลื่อนฝ่ามือเหมือนกับเล่นนาฬิกาทราย
  • เกร็งฝ่ามือ
  • ทำมือเป็นอุ้งคล้ายสุ่มไก่
  • พนมมือและน้อมนำให้เคลื่อนไหว (ด้วยการสวดมนต์)
  • กำวัตถุมงคล
  • เลื่อนมือให้อิสระ คล้อยตามแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ให้ได้ตลอด จบลงด้วยการสงบนิ่งแห่งความสมดุล
  • ตลอดทั้งการเคลื่อนไหวที่เป็นอิสระ ควรออกเสียงหรือสวดมนต์ ให้สอดคล้องกับอัตราความเร็วของฝ่ามือ ควรฝึกอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะสงบนิ่งหรือลงสมดุล ในลักษณะจากท่านั่งไปสู่ท่ายืน ควรทำการเคลื่อนไหวให้ออกวาระจิตและจิตวิญญาณด้วยภาษาจิตวิญญาณให้ได้

 รูปแบบการพัฒนาการเคลื่อนไหว

เมื่อมีความรู้สึกที่ฝ่ามือแล้ว หรือเคลื่อนไหวได้แล้ว ควรปฏิบัติดังนี้

การลากเส้นเมอริเดียน

  1. ใช้นิ้วชี้และหัวแม่มือขวาจีบหาเข้ากันและน้อมนำเข้าหาตัว
  2. ให้ลากตามตัวและส่วนต่างๆ ของร่างกาย ไปตามแรงที่เกิดขึ้น พร้อมท่องมันตรา ตามความเร็วที่เคลื่อนไหวแท้จริง จนกระทั่งสงบนิ่งหรือลงสมดุล
  3. กระทำอย่างต่อเนื่องแม้ลงสมดุล

การลูบตัว

  1. ใช้ฝ่ามือขวาวางลงฝ่ามือซ้าย ลูบไหลผ่านวงแขนซ้ายเข้าหาลำตัว
  2. ปล่อยไปตามแรงที่แท้จริง
  3. ให้ท่องมันตราในขณะที่เคลื่อนไหว และใช้เสียงตามจังหวะการเคลื่อนไหว จนกระทั่งลงสมดุลหรือสงบนิ่ง
  4. ควรกระทำหลายๆ ครั้งจากท่านั่งไปสู่ท่ายืน
  5. ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวทั้งตัว

ในระหว่างที่ทำ ถ้ามีภาษาที่แปลกๆ ให้ท่องและคล้อยตามภาษานั้นๆ อาจเกิดจิตวิญญาณหรือสื่อสัมผัสสิ่งต่างๆ ได้

ข้อควรระวัง ถ้าออกจิตวิญญาณ ควรได้รับการควบคุมและแนะนำอย่างใกล้ชิด

รูปแบบของการพัฒนาอำนาจจิต

  1. การทำสมาธิสามเหลี่ยม
  2. การทำ Dynamic
  3. การส่งจิต ผ่านวงขา แขน ศีรษะ
  4. การส่งจิต ระยะใกล้ กลาง ไกล และรอบห้อง
  5. การพัฒนาพลังผ่านเส้นเลือด
  6. การสร้างกระแสอัตโนมัติ
    1. การโรยผงประจุ 3 ชั้น
    2. การกำหนดมังกร
  7. การใช้น้ำเสียงสร้างวงจรภายใน
  8. การจัดระเบียบโมเลกุลผ่านเส้นเลือด

ทิศทางของพลังที่เข้าและออกภายในร่างกาย

  1. เส้นแรงหรือเส้นสายสนามแม่เหล็ก
    1. ที่จักรมงกุฏผ่านแนวแกนสันหลัง ทะลุฝ่าเท้า เชื่อมแกนกลางแม่เหล็กโลก
    2. เข้าและออกที่ตำแหน่งจักระ
    3. เข้าและออกปลายนิ้วมือและนิ้วเท้า
    4. เข้าและออกตามจุด effect ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
  2. กระแสไฟฟ้า
    1. ไหลผ่านเส้นเลือดจากล่างขึ้นสู่บนทะลุศีรษะ (เข้าข้อกระดูกหัวแม่เท้า)
    2. เข้าและออกควบคู่กับเส้นแรงภายในและภายนอกร่างกาย
    3. สะสมอยู่ข้อกระดูก กล้ามเนื้อ อวัยวะภายใน ฯลฯ

สมุหฐานของโรคภัยไข้เจ็บ เกิดจาก

  1. ความไม่สมดุลของพลังงานภายในร่างกาย
  2. การมีภาวะอารมณ์ที่ผิดปกติ
  3. การอยู่กับเครื่องมือเครื่องใช้ที่เป็นไฟฟ้า ที่เป็นเทคโนโลยีรวมทั้งสารเคมี
  4. การบริโภคอาหารที่ผิดลักษณะ
  5. การไม่ออกกำลังหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
  6. การไปยุ่งกับพลังแบบไม่เข้าใจ
  7. การไปคลุกคลีกับผู้ป่วยบางประเภท

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s