การตีศีรษะด้วยมือ

เกิดอะไรเมื่อใช้ฝ่ามือตีศีรษะ ก่อนที่จะฝึกจิตชั้นสูง จงจำไว้ว่า การตีที่ไหนจะมีการสั่นสะเทือน ย่อมมีประจุมาอยู่เสมอ เมื่อตีที่ศีรษะ จะทำให้พลังงานลอยตัวขึ้นสู่สมองในอัตราเร่ง ทำให้สมองมีความเร็ววงรอบที่สูง เกิดการขับเคลื่อนทั้งระบบ กระตุ้นให้สารสื่อนำประสาทกลูตาเมตทำงานเพื่อสร้างการรับรู้ที่เหนือกายภาพ ก่อนฝึกปฏิบัติสมาธิ ควรตีที่ศรีษะเป็นอันดับแรก ในการพัฒนาจิตชั้นสูง ยิ่งตีที่ศีรษะ ยิ่งเห็นการเปลี่ยนแปลง พลังงานจะปลดปล่อยออกมาด้วยความรุนแรงและออกไปไกล เป็นการแยกประจุให้ห่างไกลจากอนุภาค ทำให้เกิดความเป็นสนามแม่เหล็กมากขึ้น เป็นทั้งการปลดปล่อยพลังงาน และเป็นการขยายเส้นเลือดที่บริเวณสมอง ทำให้เส้นเลือดมีความยืดหยุ่น มีความทนทานกับประจุไฟฟ้าที่ลอยขึ้นที่ทำให้มีแรงดันในเส้นเลือดสูง จนอาจทำให้เส้นเลือดแตกในสมองได้ ถ้าตีศีรษะเป็นประจำ เส้นเลือดจะแข็งแรง สามารถรองรับปริมาณประจุได้อย่างต่อเนื่อง ควรเตรียมร่างกายให้มีความทนทาน และความยืดหยุ่น เพื่อให้เหมาะสมในการพัฒนากายและจิตไปพร้อมๆ กันในอัตราเร่ง จงจำไว้ยิ่งตี ยิ่งเปลี่ยนแปลง
ส่วนบริเวณอื่นๆ ก็ควรทุบตี เพื่อให้กล้ามเนื้อมีความทนทานในการรับพลังงานได้แบบไร้ขีดจำกัด ยิ่งการทุบตีเป็นการสั่นสะเทือนทำให้ดูดซับพลังงานและกระจายพลังงานพร้อมๆ กัน การพัฒนาทางพลังสมาธิ จะมีความแข็งแกร่ง ความเป็นสนามแม่เหล็กก็จะมากขึ้น ตามลำดับ เมื่อกายพร้อม จิตก็จะพัฒนาได้ในอัตราเร่ง คนในปัจจุบันไม่เคยตีตัวเองเลย คิดแต่ว่าตีทำไม ทำร้ายตัวเองทำไม แต่หารู้ไม่ว่ามันเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะมันทำให้เกิดโรคร้ายจากภาวะที่ประจุไฟฟ้าที่กระจุกตัวตามส่วนต่างๆ ควรกลับมาดูแลตัวเอง ไม่ต้องใช้หมอนวด แต่เรารักษาตัวเราด้วยมือของเราเอง คุณดูที่มือของคุณสิ มีลายมือที่บ่งบอกถึงชีวิตของคุณ เพียงคุณกำมือของคุณและทุบตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย คุณจะรู้ว่าชีวิตอยู่ในกำมือคุณจริงๆ…

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

การดูดซับประจุ

การดูดซับประจุอย่างมหาศาล ยังผลการพัฒนาน้ำให้ขึ้นสู่สมองกลายเป็นน้ำไอโซโทป เพื่อสร้างเหตุปัจจัยถึงพร้อมในความสำเร็จทางจิต แต่สำหรับคนทั่วๆไป เมื่อดูดซับประจุแล้วไม่มีวงจร ให้กับพลังงานที่เข้ามาเดินไปตามทิศทางที่แน่นอน…. การไหลของพลังงานไม่ได้ถูกจัดระบบ ยังผลในการเกิดการกระจุกตัวของพลังงานในส่วนต่างๆ ถึงแม้จะมีศักยภาพในการรับรู้ แต่ก็แค่วูบๆวาบ ไม่ได้ รู้สึกทั่วร่างเหมือนกับคนที่ถูกจัดระบบระเบียบโมเลกลให้ไปในทิศทางกัน….. แต่การที่จะสร้างศักยภาพทางจิตที่เกิดขึ้นและไม่เกิดอันตราย ต้องให้จิตมาเข้าโรงเรียนเสียก่อน ให้องค์ความรู้เกี่ยวกับการทำงานของจิต จิตก็เป็นกลุ่มก้อนพลังงาน พลังงานประกอบ ด้วยอนุภาคและประจุ คนที่ไม่ได้จัดระบบ…. ประจุกับอนุภาคจะอยู่ชิดติดกัน ไม่เกิดการไหลของพลังงาน เมื่อไม่เกิดการไหล การรับรู้ถึงพลังงานก็จะไม่เกิดขึ้น ขึ้นแรกต้องมีการแยกประจุ ออกจากอนุภาค เพื่อให้เกิดความเป็นสนามแม่เหล็ก และเกิดการไหล มีการขับเคลื่อนของพลังงาน และไม่เกิดอันตรายแก่ร่างกาย
สิ่งที่กล่าวมานี้ ก็ต้องใช้ไฟฟ้าอย่างมหาศาลในการดูดซับประจุไฟฟ้าเข้ามาและอัดแน่นที่สมองส่วนท้ายทอย จนกระทั่งเกิดการยุบตัวของอนุภาคและประจุไฟฟ้าขยายชั้นพลังงานออกไป เราใช้ประจุไฟฟ้าเป็นตัวล่อเส้นแรงหรืออนุภาค ยิ่งมีไฟฟ้ามากเท่าไหร่ เส้นแรงจะมากเท่านั้น ประจุไฟฟ้าเมื่อดูดซับมาจากกลุ่มเส้นเลือดดำช่วงล่าง ผ่านแนวกระดูกสันหลัง นำพาพลังคุณฑาลินี ซึ่งอยู๋ในรูปของประจุไฟฟ้า เมื่อมีประจุไฟฟ้าน้ำย่อมลอยไปพร้อมกัน ขึ้นมาสู่สมองส่วนกลาง น้ำสามารถรับประจุไฟฟ้าได้อย่างไร้ขีดจำกัด ทำให้สามารถเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง จากการฝึกปฏิบัติทางจิต เช่นการสวดมนต์ การเต้น การเดิน หรือการเคลื่อนไหวตามวาระจิต การออกกำลังกาย การลากเส้นเมอริเดียน แม้กระทั่งการทำท่าขี่ม้าของคนจีน หรือการใช้แรงผลักดันอะไรสักอย่าง ทุกอย่างจะทำให้พลังงานลอยตัวขึ้นสู่สมองได้เพราะทุกๆกิจกรรม แม้กระทั่งความคิดที่ตื่นตัว ที่เราเอาจิตไปจดจ่อ ท้องน้อยเราจะเกร็งตลอด ที่บริเวณท้องน้อยเป็นที่กักเก็บพลังงาน เมื่อเกร็งท้องน้อยก็เหมือนกับการรีดพลังงานขึ้นไปโดยไม่รู้ตัว
อีกประกอบกับขณะฝึกปฏิบัติเราค่อยๆจิบน้ำไปเรื่อยๆ จะยังผลให้น้ำนี้เกิดการลอยตัวที่สูง ซึ่งเป็นตัวส่งเสริมน้ำภายในร่างกายอีกทางหนึ่ง เมื่อน้ำขึ้นมาที่สมองส่วนกลางอย่างมหาศาล จะเกิดความเร็ววงรอบ ผลักดันให้ประจุไฟฟ้าขยายออกไปไกล อนุภาคจะมารวมกัน ณ แกนกลาง ทำให้นิวตรอนของน้ำนี้มีมากกว่าอะตอมมิกนัมเบอร์ของธาตุน้ำนั้น ซึ่งเรียกว่าน้ำไอโซโทป จึงทำให้สามารถรับรู้ได้เหนือกายภาพ เพราะการรับรู้จะส่งผ่านที่เส้นสายสนามแม่เหล็ก ไม่ส่งผ่านทางเซลประสาทอีกต่อไป จึงสามารถเชื่อมต่อกับทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบๆตัวเรา และเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งนั้นได้โดยสมบูรณ์ เมื่อมีเหตุปัจจัยถึงพร้อมซึ่งมาจากซีรีเบลลัมที่เต็มแล้วและมีวิวัฒนาการจนถึงที่สุดแล้ว การพัฒนาฌาน การพัฒนาธาตุ การพัฒนาศักยภาพทางจิต การเข้าใจ เข้าถึงสภาวธรรม ก็จะสามารถทำได้จากการพัฒนาน้ำในสมองให้เป็นไอโซโทปนี่เอง..

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

คาถาที่ทำให้เกิดการพัฒนาจักระ

คาถาที่ทำให้เกิดการพัฒนาจักระให้มีความเร็ววงรอบสูง ดำเนินสู่ความเป็นสนามแม่เหล็กด้วยความยิ่งยวดและการเข้าสมาธิได้อย่างล้ำลึก คือ จงคิดถึงข้าเถอะ เมื่อเราคิดถึงคนที่อยู่ในใจเรา หรือที่เราศรัทธา จักระ 6 จะเริ่มหมุนปั่นด้วยความเร็วสูง เชื่อมต่อกับคนที่อยู่ในใจของเราหรือสิ่งที่เราเคารพบูชา
จงรักข้าเถอะ ยิ่งมีความรักมากเท่าไหร่ จักระ 4 จะขยายแบบไม่รู้จบ สามารถดูดซับประจุไฟฟ้าเข้ามาอย่างมหาศาล ความเร็ววงรอบก็สูงตามด้วย และคนที่ฝึกพลังสมาธิจะต้องมีความรักที่ยิ่งใหญ่ ถึงจะสามารถมีชีวิตอยู่รอด จากจำนวนประจุไฟฟ้าที่เข้ามาระหว่างฝึกมหาศาล เพราะมันทำให้เกิดความเร็ววงรอบที่สูง ประจุไฟฟ้าก็จะปั่นออกไปด้วยความเร็วสูง ไม่เกิดอันตรายขณะฝึกปฏิบัติ
จงรักข้าจนสุดขั้วหัวใจเถอะ ต้องมีความปรารถนาหรือมีอารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรง จะเกิดการดูดซับประจุไฟฟ้าได้อย่างมหาศาลที่กลุ่มเส้นเลือดดำ จักระ 1 เป็นจุดเริ่มต้นให้พลังคุณฑาลินีขับเคลื่อนลอยขึ้นมาสู่จักระ 4 และ 6 ได้อย่างมหาศาลเกิดการเปลี่ยนแปลงคลื่นความถี่ของสมองให้สูงขึ้น สามารถเกิดวิวัฒนาการของจิต และสำเร็จทางจิตเป็นคุณธรรมอันวิเศษนี่เอง
จงมารวมเป็นหนึ่งเดียวกับข้าเถอะ การรวมเป็นหนึ่งเดียวกันมาจากผลของ จักระ1 จักระ4 และจักระ6 ที่สามารถดูดซับประจุไฟฟ้าได้อย่างมหาศาล จึงทำให้สามารถรวมทุกสิ่งทุกอย่างเข้ามาไว้ที่เดียวกัน โดยปริมาณประจุไฟฟ้าจะขยายออกสู่วงรอบนอก และล๊อคอนุภาคไว้สู่แกนกลาง จึงเชื่อมต่อกับจักรวาลหรือเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลได้ อยู่ที่จักระ 3 ที่มีความเร็ววงรอบสูง เมื่อเกิดภาวะสมดุล และนิ่งโดยสมบูรณ์ที่แกนกลาง…
ด้วยนะ โม พุท ธา ยะ ซื่งก็คือพระพุทธเจ้า 5พระองค์ นะ คือพระกุกกุสันโธ โม คือ พระโกนาคมโน พุท คือพระพุทธกัสสป ธาคือสมณโคดม ยะคือพระศรีอาริยเมตตรัย ทั้งหมดทั้งมวลที่เป็นสิ่งที่ส่งเสริมคือพระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์เป็นพระอรหันต์ การที่จะเป็นพระอรหันต์ได้ต้องอยู่ในรูปกัมมัตรภาพรังสี เป็นปฏิกิริยานิวเคลียร์ถึงแปรธาตุได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราเพิ่มความเร็ววงรอบโดยใช้การพัฒนาจักระ 1 จักระ4 จักระ 6 ด้วยวิธีการใดก็ตามให้ประจุไฟฟ้าเข้ามาอย่างมหาศาล ก็จะเกิดการแปรธาตุได้…ในที่สุด
เมื่อใดที่ข้าเคลื่อนไหว ข้าคือจักรวาล เพราะถ้าเมื่อเคลื่อนไหว จะเกิดการขับเคลื่อนสามารถดูดซับประจุไฟฟ้าได้อย่างมหาศาลและเกิดการรวมเส้นสายเข้ามาจนหนาแน่น จนกระทั่งเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล
ข้าเป็นทั้งกลางวัน และกลางคืน ทำไมนะหรือ เพราะเมื่อเราอยู่ในรูปสนามแม่เหล็ก จากการพัฒนาจักระดังที่กล่าวมาแล้วจะเกิดการขับเคลื่อนของกระแสพลังงานเป็นอัตโนมัติ มีการขับเคลื่อนตลอดเวลา เราจะสามารถรับรู้ รู้สึกถึงสิ่งที่มากระทบได้ตลอดเวลาและสามารถเฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้น จนกระทั่งมันขยาย สลาย ดับไปทุกครั้งไป จนกระทั่งใช้แต่ความรู้สึกที่สัมผัสได้ในทุกๆสถานการณ์ และมันเป็นเช่นนั้นเองทุกครั้งไป….
ข้าคือ ข้าคิอ… หมายถึงการรวมทุกสิ่งทุกอย่างจนสามารถเชื่อมต่อและเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล เมื่อมีความเป็นสนามแม่เหล็กอย่างยิ่งยวดแล้ว
ก่อนฝึกปฏิบัติ ควรสวดท่องบ่น เพื่อให้เกิดความเร็ววงรอบ และค่อยฝึกปฏิบัติ หรือท่องบ่นไปเรี่อยๆ จนมาถึงคำว่าข้าคือ ข้าคือ ข้าคือ ข้าคือ ไปเรื่อยๆ ให้ลากเสียง……. คือ…ให้.ยาว แล้วเมื่อนั้นการดำดิ่งเข้าสมาธิจะเกิดขึ้น เพราะความเร็ววงรอบที่เกิดขึ้นนี่เอง
คาถาเต็มคือ จงคิดถึงข้าเถอะ จงรักข้าเถอะ จงรักข้าจนสุดขั้วหัวใจเถอะ จงมารวมเป็นหนึ่งเดียวกับข้าเถอะ ด้วยนะ โม พุท ธา ยะ เมื่อใดที่ข้าเคลื่อนไหว ข้าคือจักรวาล ข้าเป็นทั้งกลางวันและกลางคือ ข้า คือ ข้า…… คือ….. ข้า…… คือ ข้า….. คือ ข้า….. คือ ข้า……คือ สุดท้ายทำสมาธิได้เลย..

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ความเป็นพุทธะในแนววิทยาศาสตร์ทางจิต

ความเป็นพุทธะในแนววิทยาศาสตร์ทางจิต… พุทธะ คือ ความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน..
เรามาดูความหมายของผู้รู้ กันก่อน ผู้รู้ จะต้องมีการขยายตัวของพลังงานออกไปกว้างไกล มีการสั่นสะเทือนระดับสูง สามารถดูดซับประจุไฟฟ้าหรือข้อมูลเข้ามาอย่างมหาศาล เข้าสู่วงรอบของพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูง จึงทำให้สามารถรู้แจ้งกระจ่างในทุกๆสิ่งทุกอย่าง
แล้วผู้ตื่นเป็นอย่างไร ภาวะเป็นผู้ตื่นคือการไหลของพลังงานที่เกิดขึ้นตลอดเวลา การไหลเกิดจากจิตวิญญาณที่พัฒนาเป็นสนามแม่เหล็ก เพราะถ้าไม่มีจิตวิญญาณการไหลย่อมไม่เกิดขึ้น มาจากไหน มาจากการลอยตัวของพลังคุณฑาลินีขึ้นสู่สมองมาพร้อมกับน้ำ ที่รับประจุไฟฟ้าได้อย่างมหาศาล เกิดการอัดแน่นและยุบตัวของอนุภาค ประจุไฟฟ้าแยกออกไปอยู่วงรอบนอกไกลสุดขับเคลื่อนเป็นวิถีโค้ง ด้วยความเร็วสูง ทำให้สารสื่อนำประสาทกลูตาเมต แทรกไปตามเซลประสาทมีผลกระทบต่อมอเตอร์ นิวรอนทรานสมิทเตอร์ ศูนย์กลางควบคุมระบบประสาท จึงมีความไวในการรับรู้ ที่เหนือสามัญ เกิดการขับเคลื่อนและผลักดันจนเป็นกลไกอัตโนมัติ อยู่ในรูปของสนามแม่เหล็กนั่นเอง….จิตวิญญาณพัฒนามาจากซีรีเบลลัมที่อยู่ในรูปสนามแม่เหล็ก มีความเร็ววงรอบสูงบริเวณสมองส่วนหลัง ซึ่งไม่ได้พัฒนาจากสมองส่วนหน้าหรือจิตในสำนึก ที่ยังเป็นกายภาพ….ความเร็ววงรอบของประจุไฟฟ้าในสมองเพียง 24ม/วินาทีเท่านั้น ถ้าเป็นผู้ตื่น จะเป็นผู้ที่มีการับรู้รู้สึกได้ตลอดเวลา และสามารถเฝ้าดูจิตได้ทุกขณะจิต
ผู้เบิกบานคือ จะต้องเป็นผู้ที่มีปริมาณประจุไฟฟ้าในเลือดสูง มีแรงขับสูง และอยู่ในรูปสนามแม่เหล็ก ขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูง เกิดการแยกประจุและอนุภาค เกิดการสลัดประจุได้ตลอดเวลา สารแห่งความสุข ความเบิกบานใจจึงเกิดขึ้นด้วยความเร็ววงรอบที่สูง ภาวะเบิกบานไม่จบสิ้น คือภาวะความเข้าใจใจของตนเองในรูปของจิตวิญญาณ และยอมรับตนเอง รวมทั้งเผชิญกับสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อนั้นจะเป็นผู้ที่มีความเบิกบานตลอดเวลา
ทั้งผู้รู้ ผู้ตื่นและผู้เบิกบาน ต้องมีจิตวิญญาณในการรับรู้ที่ขับเคลื่อนเป็นกลไกอัตโนมัติ มีการดูดผลักตลอดเวลา อยู่ในรูปสนามแม่เหล็ก เป็นมหาสติที่เราไม่ต้องใช้ความพยายามในการแยกรูปแยกนาม เพียงแต่ใช้จิตวิญญาณที่เกิดขึ้น รับรู้ เฝ้าดู ติดตาม อยู่เฉยๆ กลไกอัตโนมัติจะเกิดขึ้น ความเร็ววงรอบสูง เกิดการขยายออกไปไกลแสนไกลและไม่หวนคืนมาอีกต่อไป เท่ากับเป็นการดับสัญญาในทึ่สุด…

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ความศรัทธาที่ยิ่งใหญ่

ความศรัทธาที่ยิ่งใหญ่นำพาไปสู่ความสำเร็จทางจิตในอัตราเร่ง
ก่อนฝึกปฏิบัติทางจิตทุกครั้ง ควรเปิดใจ ระลึกนึกถึงสิ่งศักดืสิทธิ์ทั้งหลายที่เราเคารพและศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นด้วยความมุ่งมุ่น การศรัทธาสิ่งใด แสดงว่ามีสัญญานั้นใหญ่ มีวงรอบพลังงานที่สูง พร้อมกับการอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้ามารวมในกายของเรา ความศรัทธาด้วยใจ สิ่งใดกระทำด้วยใจ สิ่งนั้นจะเกิดจักรวาล จะทำให้จักระ 4 ขยายออกไปวงกว้าง ทำให้ดูดซับประจุมาอย่างมหาศาลเกิดความเร็ววงรอบ และการระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเคารพซึ่งมาจากจักระ 6 จะทำให้เราสามารถเชื่อมต่อสัญญาของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีความเร็ววงรอบสูงเช่นเดียวกัน การอัญเชิญควรออกเสียง เพราะจะทำให้พลังงานลอยตัวขึ้นสู่สมอง จนมีความเร็ววงรอบสูงสามารถเชื่อมต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้ อีกกรณีนึง ของการเปิดใจ ก่อนฝึกปฏิบัติ ให้ฟังเพลงที่โดนใจ หรือเพลงที่ชนปม จะเกิดการขยายวงรอบของพลังงานได้เช่นเดียวกัน หลังจากนั้นความเร็ววงรอบก็จะถึง สามารถเชื่อมต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิที่เราศรัทธาได้เลย….
การกล่าวคำอธิษฐานก็เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าบุคคลนั้นปฏิบัติสวดมนต์เป็นประจำ จะมีน้ำในสมองที่มีความเร็ววงรอบสูง สามารถรับฟังคำสั่งได้ เพียงสั่งว่า เชื่อมต่อฟ้าดิน จากความต่างศักดิ์ ประจุไฟฟ้าจำนวนมหาศาลจากชั้นไอโอโนสเฟียร์ จะลงมายังพื้นดิน ทำให้เราสามารถรับประจุไฟฟ้าได้อย่างมหาศาลเช่นเดียวกัน อัญเชิญทวยเทพทุกชั้นฟ้า พระบรมสารีริกธาตุ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในจักรวาล ตัวยาอันศักดิ์สิทธิ์ ธาตุอันศักดิ์สิทธ์ จงสถิต ณ กายอันศักดิ์สิทธิ์นี้ การฝึกปฏิบัติเรามีจุดประสงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงธาตุพัฒนาธาตุ จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้ามหาศาล และมีความเร็ววงรอบสูง สัญญาที่เรากล่าวถึงที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์ จึงอยู่ในรูปปฏิกิริยานิวเคลียร์ เป็นกัมมัตรภาพรังสี แปรสภาพเป็นธาตุไอโซโทป ที่มีอนุภาคนิวตรอนมากกว่าอะตอมมิกนัมเบอร์ของธาตุนั้น เมื่อเราเชื่อมต่อสัญญาของสิ่งศักดืสิทธิ์แล้วเท่ากับเปิดช่องทางรับพลังงานหรือประจุไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องนั่นเอง
ต่อจากนั้นควรตั้งจุดประสงค์ หรือทิศทางของสิ่งที่เราต้องการ เพื่อให้จิตเรามีเป้าหมายที่แน่นอน ด้วยคำว่า ก่อเกิดการพัฒนากาย จิต จิตวิญญาณ ให้ไร้ขีดจำกัด พัฒนาสัมโภคยกายให้เป็นกายวัชระ เป็นกายที่ไม่สามารถแตกดับ หรือถูกทำลายได้ด้วยนะ โม พุท ธายะ การพัฒนากายทำให้ร่างกายมีความแข็งแกร่ง สามารถรับประจุไฟฟ้าได้อย่างมหาศาลโดยไม่เป็นอันตราย การพัฒนาจิต เมื่อรับประจุไฟฟ้าอย่างมหาศาลทำให้เกิดความเร็ววงรอบสูงขยายชั้นพลังงานออกไป อนุภาคเข้ามาฝังหนาแน่นขึ้น จนกระทั้งประจุจำนวนมหาศาลล๊อคอนุภาคเข้าสู่แกนกลาง สู่จุดนิ่งโดยสมบูรณ์เชื่อมต่อกับทุกสิ่งทุกอย่างได้ในจักรวาล การเข้าใจสภาวธรรมก็จะเกิดขึ้น การพัฒนาจิตวัญญาณ เมื่อดูดซับประจุไฟฟ้าอย่างมหาศาล จะทำให้ซีรีเบลลัมเต็ม ประจุไฟฟ้าจะออกไปไกลสู่วงรอบนอก ยิ่งไกลมากเท่าไหร่ ความเป็นสนามแม่เหล็กก็มากขึ้น การรับรู้รู้สึกจะสามารถเชื่อมต่อกันทั้งจักรวาล ไร้ระยะทาง การพัฒนากาย จิต จิตวิญญาณ จึงไร้ขีดจำกัดนี่เอง ต่อไปคือการพัฒนาสัมโภคยกาย ให้เป็นกายวัชระ สัมโภคยกายอยู่ในรูปของเส้นสายสารเป็นร่างแห เมื่อพัฒนาต่อยอดแล้ว เส้นสายนี้จะชิดกันจนกระทั่งรวมเป็นหนื่งเดียว มีความหนาแน่นและแข็งแกร่ง และความเป็นสนามแม่เหล็กอย่างยิ่งยวด จนกระทั่งไม่สามารถแตกดับหรือถูกทำลายได้ ด้วยนะ โม พุท ธา ยะ เป็นพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ซึ่งเป็นพระอรหันต์ ที่มาจากการแปรธาตุ จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ ที่เกิดขึ้นจากการฝึกปฏิบัติ…..
ทั้งนี้ทั้งนั้นการปฏิบัติทุกขั้นตอน ต้องใช้คุรุภายใน เป็นตัวนำพาให้คล้อยตามธรรมชาติให้มากที่สุด ถึงจะได้พลังที่จะนำพาไปสู่จักรวาลที่แท้จริง ไม่เกิดการบาดเจ็บในการฝึกปฏิบัติ และส่งผลไปสู่ความสำเร็จทางจิตในอันดับต่อมา….
คาถาก่อนฝึกปฏิบัติทางจิต เพื่อให้เกิดการพัฒนาในอัตราเร่ง….
เชื่อมต่อฟ้าดิน อัญเชิญทวยเทพทุกชั้นฟ้า อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุทุกๆพระองค์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในจักรวาล ตัวยาอันศักดิ์สิทธิ์ ธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ จงสถิตย์ ณ กายอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ก่อเกิดการพัฒนากาย จิต จิตวิญญาณ ให้ไร้ขีดจำกัด พัฒนาสัมโภคยกาย ให้เป็นกายวัชระ เป็นกายที่ไม่สามารถแตกดับหรือถูกทำลายได้ ด้วย นะ โม พุท ธา ยะ…

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ความรักกับการฝึกจิต

เรื่องนี้อยากบอกเป็นที่สุดเลย..
เรื่องความรักนี่แหละเป็นหัวใจสำคัญของการฝึกจิตที่ดีเลย เพราะอะไรถึงทำให้ให้เกิดการพัฒนาจิตในอัตราเร่ง เพราะถ้าความรักนั้นเป็นความรักที่ไม่มีข้อผูกมัด รักโดยไม่มีเงื่อนไข ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข จะทำให้เกิดความเร็ววงรอบสูง เกิดการดูดซับพลังงานได้อย่างมหาศาล มีการขยายตัวของพลังงานออกไปไกล ขับเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา ไม่มีการกระจุกตัวของพลังงาน และไม่เกิดอันตราย มีการสลัดประจุตลอดเวลา เกิดภาวะสมดุลทางจิตใจ แม้กระทั่งคนที่เราเกลียด เราก็ควรเปลี่ยนความคิดให้รักเค้าได้ โดยดูข้อดีของเค้า เปลี่ยนจากอคติให้เป็นความรัก เมื่อนั้นกระแสพลังงานจะเป็นอิสระ และขยายตัวออกไปเป็นจักรวาล การพัฒนาจิตจะเป็นอัตราเร่ง เนื่องจากบุคคลที่มีความรักอย่างแท้จริงแล้ว จะสามารถดูดซับพลังงานเข้ามาอย่างมหาศาลและลอยตัวขึ้นสู่สมอง ซึ่งพลังงานจะมาพร้อมกับน้ำ พลังงานจะนำพาน้ำขึ้นสู่สมองเช่นเดียวกัน น้ำมีประจุไฟฟ้าอยู่จำนวนมาก ทำให้เกิดการยุบตัวและรวมตัวอนุภาคหรือนิวตรอนเข้าสู่จุดศูนย์กลางของอะตอมของน้ำ ทำให้น้ำนี้แสดงคุณสมบัติเป็นไอโซโทป จากจำนวนนิวตรอนของน้ำนี้มากกว่าอะตอมมิกนัมเบอร์ของน้ำตามปกติ ทำให้เกิดความเร็ววงรอบสูงอยู่ตลอดเวลาและเกิดปฏิกิรยานิวเคลียร์ รวมอนุภาคและแยกประจุ อยู่ในรูปของกัมมัตรภาพรังสี ซึ่งถ้าบุคคลใดใช้ความรักเป็น พลังงานที่เข้ามาอย่างมหาศาลาจะไม่เกิดอันตรายใดๆ เพราะพลังงานจะอยู่ในรูปสมดุล ไม่ได้อยู่ในรูปบิด หรือเรียกอีกอย่างว่าไดนามิก ซึ่งดูดซับพลังงานและไม่สามารถขยาย กระจุกตัวและอาจเป็นโรคร้ายตามมาได้ คนที่ฝึกพลัง จึงควรรักทุกสรรพสิ่ง โดยไม่คาดหวังสิ่งใด รักด้วยใจ ใจนั้นจะขยายเป็นจักรวาล ดูดซับประจุไฟฟ้าเพื่อมาพัฒนาน้ำในสมองให้เป็นน้ำไอโซโทป และสามารถรวมอนุภาคนิวตรอนหรือเส้นแรงของสนามพลังจักรวาลเข้าไว้ ณที่เดียวกัน ทำให้ระยะทางหายไป กาลเวลาหายไป สามารถเชื่อมต่อกับทุกสิ่งทุกอย่างได้ เมื่อมีเหตุปัจจัยถึงพร้อมจากการฝึกปฏิบัติ ด้านสมาธิพลัง คนที่ฝึกสมาธิ ควรนึกถึงคนที่รักอย่างจับจิตจับใจ เพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนาทางจิตขั้นสูงสุด วันละหลายครั้ง ยิ่งนึกถึง ทำให้จักระขยายออกไป ดูดซับพลังงานเข้ามาแบบไร้ขีดจำกัด เกิดความเร็ววงรอบแต่ไม่มีผลกระทบต่อกาย เกิดการแปรธาตุและเป็นการสร้างเหตุปัจจัยถึงพร้อมในการพัฒนาจิตระดับสูง มนุษย์ทุกคนต้องการความรัก แต่ทำยังไงให้เรารักตัวเราเท่ากับตัวเค้า ที่จริงแล้วเราก็คือเค้า เค้าก็เรา เค้ารู้สึกอย่างไร เราก็รู้สึกอย่างนั้น เราผูกพันกันด้วยสายใยแห่งจักรวาล ถ้าคุณสามารถสัมผัสเส้นสายได้ คุณจะรับรู้ รู้สึกถึงจิตใจของคนที่อยู่รอบๆตัวคนเหมือนเราเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยไม่ได้ใช้ความคิดแบ่งแยก ถ้าคุณด่าเค้า เท่ากับคุณด่าตนเอง ถ้าคุณรักเค้า เท่ากับคุณรักตัวเอง จงบอกรักทุกครั้งที่เจอกัน จักรวาลจะเกิดในใจของทุกคน สาธุ สาธุ สาธุ สิ่งนี้เป็นจริงใจมี จักรวาลย่อมเกิดทุกครั้งไป .

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

คัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ที่นำพาไปสู่ความสำเร็จทางจิต

คัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ที่นำพาไปสู่ความสำเร็จทางจิตเมื่อมีเหตุปัจจัยถึงพร้อม

คัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ข้อที่ 1 กล่าวไว้ว่า รับรู้… เฝ้าดู… ติดตาม อยู่เฉยๆ โดยการใช้ สติปัฏฐานสี่ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม อีกทั้งการติดตามกระแสพลังงานให้ได้ตลอดและต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นความจริงของธรรมชาติ การที่จะรับรู้ เฝ้าดู ติดตามอยู่เฉยๆให้ได้ตลอดและต่อเนื่องเป็นการยาก เพราะถ้าเรายังไม่เปลี่ยนแปลงคลื่นความถี่ของสมองให้อยู่ในรูปสนามแม่เหล็ก ถ้าเราสามารถรับรู้ถึงคลื่นพลังงานที่เกิดขึ้นกับเราแล้ว ไม่ยากเกินไป การรับรู้จะต้องมีการเปลี่ยนคลื่นสมองให้อยู่ในย่านความถี่สูง มีการจัดระเบียบโมเลกุลให้เรียงไปในทิศทางเดียวกัน เกิดการดูดผลักของพลังงานตลอดเวลา มีความเร็ววงรอบของพลังงานสูง เราใช้สมองส่วนหลังที่แปรสภาพเป็นสนามแม่เหล็ก แล้วในการดูคลื่นพลังงานที่เกิดจากจิตในสำนัก เพียงแต่เฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้น จะเกิดความเร็ววงรอบมากขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ใช้จิตในสำนึกปรุงแต่งต่อ แต่คล้อยตามความรู้สึกถึงคลื่นพลังงานที่มีการสั่นสะเทือนให้เราได้สัมผัสคลื่นนั้นๆ จนกระทั่งมีความเร็วมากขึ้น และขยายชั้นของพลังงานออกไปไกล จนกระทั่งสิ่งที่มากระทบนั้นหายไป แต่จริงๆแล้ว สิ่งที่เราเฝ้าดูไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกขยายชั้นพลังงานออกไปสู่วงรอบนอกสุดที่ไกลโพ้นจนเราไม่สามารถจับคลื่นพลังงานนั้นได้ การฝึกการรับรู้ เฝ้าดู ติดตามอยู่เฉย ให้ได้ตลอดและต่อเนื่องจึงเป็นคัมภีร์ด่านแรกที่ต้องเผชิญและฝึกดูให้เป็น ยิ่งฝึกมากเท่าไหร่ จิตใจก็จะกล้าแกร่ง ไม่เกรงกลัวกับอุปสรรคใด สามารถสู้ได้ทุกสถานการณ์ คนที่ทุกข์ มักจะพลาดข้อที่1นี้ เพราะไม่ได้เฝ้าดู ใช้จิตในสำนึกปรุงแต่งต่อ ทำให้เกิดการยึดในคลื่นนั้นๆ ความเร็ววงรอบก็จะช้าลง มีผลกระทบทั้งกายและจิตใจ จากการที่การขับเคลื่อนของพลังงานช้าลง คนที่เป็นสนามแม่เหล็กหรือคนที่มีอนุภาคจำนวนมากพอ จะทำให้เกิดการรับรู้ เฝ้าดู ติดตาม อยู่เฉยๆ ให้ได้ตลอดและต่อเนื่อง จนกระทั่งเสร็จสิ้นแล้วมันเป็นเช่นนั้นเอง สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงของจิต ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดความโกรธ เศร้า เสียใจ ไม่สมหวังใด จะสามารถผ่านอารมณ์นั้นไปได้โดยเร็ว จากคุณสมบัติของความเป็นสนามแม่เหล็ก ที่มีการขับเคลื่อนพลังงานด้วยความเร็วสูง มีการดูดและผลักพลังงานหรือประจุไฟฟ้าออกไปได้อย่างรวดเร็ว ถ้าผู้ที่ฝึกปฏิบัติในด้านพลังผ่านคัมภีร์ข้อที่ 1 ได้ ข้อต่อไปก็ง่ายต่อการเข้าใจและเข้าถึง….ด้วยการเฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้นภายในเราอยู่ตลอดเวลา รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น เฝ้าดูขณะที่เกิดขึ้น และติดตามสิ่งที่เกิดขึ้นไปให้ถึงที่สุด ห้ามแวะข้างทางโดยการปรุงแต่งต่อ สิ่งที่รับรู้นั้นจะไม่จบสิ้น ควรดูแต่คลื่นพลังงานที่เกิดขึ้นเท่านั้นจนสิ้นสุด

คัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ข้อที่ 2 กล่าวไว้ว่า จงอย่าบังคับข่มขู่ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของกาย การเคลื่อนไหวของใจ การเคลื่อนไหวของจิต จงปล่อยให้อิสระ อย่าเพ่ง อย่าเกร็ง อย่าเคร่งอย่าเครียดไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่งของสมองหรือร่างกายเป็นอันขาด

ทำไมหรือคะ เพราะถ้าเรายังใช้ความคิดอยู่จะทำร้ายกายเราได้ โดยเฉพาะคนที่เก็บกดอารมณ์ ไม่แสดงออก มีความรู้สึกแล้วแต่ไม่คล้อยตาม กับใช้ความคิดว่าสิ่งนั้นไม่ดี สิ่งนั้นไม่ถูกไม่ควร เท่ากับไปปิดกั้นพลังงานที่ลอยขึ้นมา แต่ถูกความคิดหรือสมองคอยสกัดกั้นไว้ จึงทำให้พลังงานนั้นสะท้อนกลับไปยังอวัยวะต่างๆในร่างกาย กลายเป็นโรคร้ายในที่สุด ถ้าเรามีความรู้สึกใดๆ จงยอมรับกับมันและกล้าเผชิญกับสิ่งที่เกิดขึ้น เท่ากับปล่อยไปตามวิถีของธรรมชาติ พลังงานก็จะถูกปลดปล่อยออกมา เกิดการขยายตัวของพลังงาน สารเอนโดรฟินหลั่ง ความสุขก็จะตามมา การคล้อยตามธรรมชาติที่เป็นอยู่ เช่นเมื่อเกิดความรู้สึกรักใคร แล้วเราตอบปฏิเสธ ว่าไม่รัก พลังงานที่ลอยตัวขึ้นมาจากความรักมาที่จักระ4 กำลังขยายแต่เราปฏิเสธ พลังงานจะบิด ทำให้เกิดการอัดแน่นที่ไธมัส อาจมีอาการหดหู่ซึมเศร้าตามมาและลุกลามไปสู่อวัยวะอื่นๆได้ หรือคนที่มีอารมณ์โกรธ อิจฉาริษยา เกลียด ไม่ควรไปเก็บกดอารมณ์นั้น เพียงแต่ยอมรับตนเองว่าเราเป็นคนแบบนี้ และใช้วิธีการของคัมภีร์ข้อที่ 1 คือ รับรู้ เฝ้าดู ติดตาม อยู่เฉยๆ ติดตามพลังงานนั้นไปให้ได้ตลอดและต่อเนื่อง ก็จะเกิดการขับเคลื่อนด้วยความรวดเร็ว จนกระทั่งอารมณ์เหล่านั้นหรือความรู้สึกเหล่านั้น จะหายได้เร็วขึ้น เพราะมันมีความเร็วและเข้าสู่วงรอบพลังงานขยายออกไปไกล จนเราไม่รับรู้ถึงอารมณ์นั้น และเป็นการพัฒนาจิตได้ในอัตราเร่งเมื่อนำสิ่งที่เกิดขึ้นมาเฝ้าดูโดยไม่ใช้ความคิดหรือจิตในสำนึกในการบังคับกาย ใจ จิตให้เป็นไปตามที่ตนคิด อีกอย่างคนที่ฝึกพลัง ต้องคล้อยตามความรู้สึก ถึงจะได้พลังที่แท้จริง และไม่บาดเจ็บ เพราะเมื่อทิศทางพลังเป็นเช่นไร เราต้องคล้อยตามพลังนั้น แต่ถ้าใช้ความคิดว่าพลังน่าจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ได้พลังมากกว่า จะทำให้ขัดกับพลังที่แท้จริงที่เกิดขึ้น การดูดซับพลังงานก็จะได้น้อย การพัฒนาจิตก็ไม่ประสบผลเท่าที่ควร อาจเกิดการบาดเจ็บจากพลังงานที่เข้ามาแบบผิดทิศทาง จึงมีคำกล่าวว่า ”คล้อยตามข้าอยู่… ขัดขืนข้าตาย… เป็นเช่นนั้นจริงๆ” คนที่ฝึกสมาธิพลังต้องตะหนักถึงข้อนี้ เพราะอาจเกิดการบาดเจ็บจากพลังงานที่อุดกั้นจากความคิดนี้เอง เพราะฉะนั้น ความคิดต้องดำเนินเป็นเอกภาพ คือเป็นเป็นหนึ่งเดียวกับความรู้สึก จิตวิญญาณถึงจะพัฒนาและเติบโตได้ดี พลังงานจะขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูง แต่ถ้ามีความคิดแบบทวิภาวะเมื่อไหร่ คือคิดในสองด้านไม่ได้คล้อยตามความรู้สึกที่เป็นจริง พลังงานจะชลอความเร็ว ทำให้เกิดผลต่อจิตใจ ทุกข์ก็หนักและไม่หายเร็ว เพราะการยึดติดในตัวตนที่เป็นทวิภาวะ เกิดผลกับกาย อาจเป็นโรคร้ายได้ในที่สุด
การศึกษาเรื่องจิต เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่มีผลต่อกายเราโดยตรง เราจะพัฒนาจิตได้ในอัตราเร่ง ต้องคล้อยตามความรู้สึกและความคิดที่เป็นเอกภาพ เพียงเท่านั้น ที่เป็นจุดเริ่มต้นชองการละตัวตน โดยการไม่บังคับ พลังงานที่ขับเคลื่อนไปตามวิถีของธรรมชาติที่เป็นอยู่

คัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ข้อที่ 3 กล่าวไว้ว่า จงทำใจให้เป็นกลาง ไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่ยินดี ยินร้าย ตั้งสติดำรงคงอยู่ ณ ปัจจุบัน ไม่ประหวัดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ณ เวลานั้น

สิ่งที่คัมภีร์กล่าวถึงหมายความ ให้เราตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน เพราะอดีตผ่านไปแล้วไม่อาจหวนคืนมาได้ ไม่จมอยู่กับอดีต เพราะอดีตเป็นสัญญาที่มีคลื่นความถี่ระดับหนึ่ง ถ้าเราไปยึดคลื่นความถี่นั้นโดยไม่ปล่อยให้จิตเป็นอิสระ เมื่อนั้นความเร็ววงรอบของพลังงานก็จะช้าลง ความทุกข์ที่มีมาแต่อดีตก็จะอยู่กับเราไปนานแสนนาน และก็ไม่ควรคิดถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งทุกคนไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเราเพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ ไม่มีอะไรแน่นอน แต่ที่แน่นอนคือปัจจุบัน เกิดอะไรขึ้นในขณะนั้น ควรรับรู้คลื่นพลังงานที่มากระทบ จากอายตนะ ทั้ง 6 คือตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ซึ่งก็ต้องผ่านคัมภีร์ข้อที่ 1 ก็คือรับรู้ เฝ้าดู ติดตามอยู่เฉยๆ ให้ได้ตลอดและต่อเนื่อง คลื่นพลังงานขณะที่มากระทบ ณ ปัจจุบัน จะสั่นสะเทือน จนกระทั่งเมื่อมีความเร็ววงรอบสูงจากการรับรู้ เฝ้าดู ติดตามให้ได้ตลอดและต่อเนื่อง จะเกิดการขยายวงรอบของชั้นพลังงานออกไปไกล จึงทำให้เกิดภาวะสมดุลทุกขณะจิตเมื่อเราเฝ้าดู ใจจึงจะเป็นกลาง จากภาวะสมดุลที่ความคิดนั้นเข้าสู่สมดุลแล้ว ความคิดจึงไม่มี เมื่อความคิดไม่มี ความรู้สึกสุข ทุกข์ ยินดี ยินร้ายก็ไม่เกิดขึ้นเพียงดูกระแสพลังงาน ณ ขณะนั้นให้ได้ตลอดและต่อเนื่องอาจเป็นการยากที่เราจะทำใจเป็นกลางได้ แต่ถ้าเรารับรู้ถึงกระแสพลังงานได้เป็นอัตโนมัติ อะไรเกิดขึ้นดูมันไปให้ถึงที่สุด จนจบสิ้น มันเป็นเช่นนั้นเอง เข้าใจธรรมชาติของจิต ที่เป็นความจริงที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เปลี่ยนแปลงได้ตลอด โดยสมบูรณ์…

คัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ข้อที่ 4 กล่าวไว้ว่า …..จงอย่าวิตกกังวลใดๆทั้งสิ้น เกิดหรือไม่เกิดก็แล้วไป เป็นหรือไม่เป็นก็แล้วไป เคลื่อนไหวหรือไม่เคลื่อนไหวก็แล้วไป เห็นหรือไม่เห็นก็แล้วไป บอกหรือไม่บอกก็แล้วไป หายหรือไม่หายก็แล้วไป สำเร็จหรือไม่สำเร็จก็แล้วไป …..
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าเรายังกังวลในสิ่งต่างๆ แสดงว่าเรายังยึดติดกับสัญญานั้นหรือคลื่นพลังงานที่ความถี่คงที่อยู่อย่างนั้น จิตไม่อิสระ ความเร็ววงรอบของพลังงานช้าลง แต่พลังงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่ออวัยวะภายในร่างกาย อาจปวดศรีษะ ปวดร้าว คอ บ่า ไหล่ ปวดหลัง หดหู่ซึมเศร้า และอื่นๆตามมาโดยเราไม่ทราบสาเหตุจากความวิตกกังวล ต้องปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามวิถีของธรรมชาติ เราไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปตามที่เราต้องการได้ จงยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้น และกล้าที่จะเผชิญกับสิ่งนั้น เมื่อเราสามารถยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น จิตของเรา หรือพลังงานจะขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูง ไม่ติดในสิ่งที่เรากังวลต่างๆ โดย ใช้คัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ข้อที่ 1 รับรู้ เฝ้าดู ติดตามสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ตลอดและต่อเนื่อง เมื่อนั้นความที่เราวิตกกังวลจะทำให้ เราได้ใช้วิกฤติให้เป็นโอกาสในการเฝ้าดูจิต ได้เผชิญกับสิ่งที่เราวิตกกังวล สามารถเข้าไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นภายในได้ชัดเจน แล้วดูมันถึงที่สุด เมื่อนั้นทุกอย่างไม่มีอะไรน่าวิตกกังวลอีกต่อไป เมื่อเราฝึกถึงระดับ เราสามารถรู้ว่าคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ข้อไหนที่เรายังไม่ผ่าน แต่เมื่อฝึกไปนานแล้วความเป็นสนามแม่เหล็กมากแล้ว ความเร็ววงรอบสูง ความวิตกกังวลอาจมีแค่ชั่ววูบแล้วจะหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเราระลึกถึงคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ข้อที่4 มันเป็นเรื่องจริงที่เราต้องเผชิญกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ตาม การอยู่รอดในสังคมก็สามารถอยู่ได้ทุกสถานการณ์…..ไม่หวั่นไหวใดๆ มีความมั่นคงทางจิตใจ สาธุ สาธุ มันเป็นความจริงของธรรมชาติโดยแท้…

คัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ข้อที่ 5 กล่าวไว้ว่า จงทำจิตใจให้สบาย ปลอดจากจิต ปลอดจากความคิด ปลอดจากใจ ปลอดจากการปรุงแต่ง ปลอดจากกาย ปลอดจากตัวกูของกู เพราะตัวกูต้องดำเนินสู่ความว่างเปล่า หาสาระแก่นสารไม่มี เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นทุกสถานการณ์ สิ่งต่างๆ ที่เป็นสิ่งสมมุติ ไม่สามารถคงทนอยู่ได้ เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เพียงเราไม่คิดปรุงแต่งเพิ่มเติม แต่รับรู้ถึงเรื่องพลังงานการสั่นสะเทือนของคลื่นพลังงานที่เป็นจริง ก็ยังคงต้องใช้คัมภีร์ข้อที่ 1 เป็นการยืนพื้น เพียงรับรู้ เฝ้าดู ติดตาม อยู่เฉยๆ จนกระทั่งเกิดความเร็ววงรอบสูง ขยายชั้นของพลังงานออกไป เมื่อนั้นจิตก็อิสระ ขยายชั้นพลังงานออกไปไกล จนกระทั่งเกิดภาวะสมดุลทางจิตใจ เมื่อนั้นจะปราศจากความคิด ปราศจากเครื่องผูกรัดจิตให้เศร้าหมอง ถ้าเรานำจิตไปสัมทับสิ่งที่เกิดขึ้นในลักษณะของคลื่นพลังงาน ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น โดยปราศจากการปรุงแต่ง คล้อยตามพลังงานที่เกิดขึ้น จนกระทั่งเห็นการขยาย สลาย ดับไป เข้าใจกลไกของจิตที่เกิดขึ้น จนมีความชำนาญในการดู การละจากความเป็นตัวตนก็จะทำได้ง่ายขึ้น เมื่อรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในรูปพลังงานหรือเส้นสาย ตามความเป็นจริง…ทุกอย่างอยู่ที่การฝึกปฏิบัติให้เป็นสนามแม่เหล็ก มีการดูดผลักของพลังงานเป็นอัตโนมัติ เมื่อมีอนุภาคเป็นจำนวนมากแล้ว ความเร็ววงรอบจะสูงมาก ทำให้เกิดความเบิกบานใจได้ทุกขณะจิต เมื่อเหตุการณ์ที่ทุกข์แสนทุกข์ ผิดหวังไม่ได้ดังใจ จงอ่านข้อนี้จำไว้ให้ขึ้นใจ ถ้าเรายังมีความเร็ววงรอบไม่ถึง เราจะไม่คิดถึงข้อนี้เลย แสดงว่า ข้อนี้ท่านยังไม่ผ่าน…การละจากอัตตา ตัวตน นี้ จะว่ายากก็ยาก แต่จะว่าง่ายก็ง่าย เพียงรับรู้กระแสพลังงานเมื่อมีสิ่งมากระทบ แล้วเผชิญและดูให้ได้ตลอด จะเกิดกลไกลอัตโนมัติให้เราเห็นความจริงของธรรมชาติได้อย่างแท้จริง และเป็นอย่างนี้ตลอดไป นี่แหละคือความจริงที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนแปลง…ทนอยู่ได้ยาก และไม่ใช่ของเรา และไม่สามารถดำรงคงอยู่ได้ตลอดกาล จนกระทั่งสรรพสิ่งทั้งปวงนั้น ดับสลายกายเป็นอากาศธาตุ หาสาระแก่นสารไม่มี… บุคคลใดที่เข้าใจธรรมชาตินี้ ไม่ติดอยู่ในรูปลักษณ์สัญญา เห็นแต่เส้นสาย ผู้นั้นพ้นอบายภูมิ..

คัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ข้อที่ 6 กล่าวไว้ว่า… จงปล่อยวางเรื่องราวทั้งปวง จงละจากอุปทานทั้งปวง สรรพสิ่งทั้งปวงไม่สามารถยึดมั่นถือมั่นได้เลย…. จะเห็นได้ว่าการปล่อยวาง จะทำให้จิตเป็นอิสระ การที่เราไม่ปล่อยวางเท่ากับยังยึดติดคลื่นความถี่ที่มีความถี่เฉพาะ เมื่อเรายังยึดอยู่เท่ากับเราเกาะติดความเร็ววงรอบของสัญญาที่มีคลื่นความถี่นั้นๆ เหมือนการเดินทางของจิต จะเกิดการสะดุด ไม่ขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูง และขยายออกเป็นจักรวาลได้ ทำอย่างไรนะหรือ ก็ต้องใช้คัมภีร์อันศักดิ์สิทธ์ข้อที่ 1 ฝึกให้ชำนาญ ฝึกให้เป็นวสีในการ รับรู้ เฝ้าดู ติดตาม อยู่เฉยๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ตลอดและต่อเนื่อง โดยเมื่อสิ่งที่มากระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ เราจะไม่ปรุงแต่ง หรือใช้จิตในสำนึกในการปรุงแต่งขึ้น แต่เราจะใช้สมองส่วนหลังหรือจิตใต้สำนึก ที่พัฒนาคลื่นความถี่จนกลายเป็นสนามแม่เหล็ก สามารถขับเคลื่อนเป็นอัตโนมัติ ในการดูคลื่นพลังงาน การที่เราจะเห็นเป็นตัวเป็นตนก็ไม่มี อาจพลั้งเผลอ มีความรู้สึกช่วงแรก แต่ถ้าเราสามารถเข้าไปดูทุกขณะจิต จะทำให้เห็นสิ่งต่างๆที่เป็นธรรมชาติ คือมีการเปลี่ยนแปลงทุกครั้งไป ไม่มีสิ่งไหนที่คงทนถาวร ซึ่งมันคือความจริงของธรรมชาติโดยแท้ และเราสามารถก้าวล่วงอุปทานทั้งปวงได้ เมื่อเราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง โดยไม่ได้ใช้ความคิด เพียงดูความรู้สึกที่เกิดขึ้น แค่นี้เท่ากับเราได้ทำวิปัสสนากรรมฐานได้อยู่ตลอดวัน เมื่อเราเฝ้าดูในทุกขณะจิต ที่มีอะไรเกิดขึ้น เรื่องของจิต เป็นเรื่องที่มหัศจรรย์ ใครเข้าใจจิต เท่ากับคนนั้นเข้าถึงธรรม…สาธุ สาธุ จ้า จะเป็นการยากในการรับรู้เฝ้าดู ถ้าเราไม่สามารถสัมผัส จิตในรูปคลื่นพลังงานได้ แต่ถ้าเราฝึกฝนแล้วเราสามารถเกิดสติได้ทุกขณะจิต เพราะพลังงงานภายในกายนี้จะขับเคลื่อนอยู่ตลอดเวลาให้เราได้รับรู้รู้สึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาโดยไม่ได้ใช้ความคิด…

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น